• Exp
  • WDR
  • Pro Slide Nvr4104
  • 192.168.1.88 Ch7 20161005190438 20161005190602
  • แจ้งเตือนหากวัตถุผ่านกรอบที่กำหนด

    Article

    บทความและความรู้ต่างๆ โดยเขียนจากความรู้ความเข้าใจ กลั่นกรองจากประสบการณ์ของทีมงานเราเองครับ

    กล้องส่องป้ายทะเบียน ทั้งมืดสนิท หรือมีแสง

    มีลูกค้าบอกมาเยอะว่าติดกล้อง แต่มองไม่เห็นป้าย กลางวันก็อ่านลำบาก กลางคืนยิ่งหนัก มองไม่เห็นอะไรเลย

    คนที่มีประสบการณ์ จะรู้ว่า ภาพกลางคืนมันจะมองไม่เห็นป้ายทะเบียน หากนึกภาพไม่ออก ดูภาพตัวอย่าง

     

    ปัญหาที่มีแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนกล้อง ไม่ได้ตอบกวนครับ แต่เนื่องจากว่าวสมัยก่อนไม่มีกล้องที่เอาไว้ส่องป้ายทะเบียนโดยเฉพาะ (เทคโนโลยีในสมัยนั้น ทำได้แค่นั้น)

    เรามีไฟล์วีดีโอ ลองคลิ๊กเข้าไปดูครับ

    ก่อนจะอยากได้มาติดตั้งราคากล้องต่อตัวอยู่ที่ หมื่นปลายๆ นะครับ สำหรับกล้อง 2.0 MP ระบบ IP Camera ครับ สามารถใช้ร่วมกับเครื่องบันทึกยี่ห้ออื่นได้ครับ มาตราฐาน Onvif

     

     เอาไฟสูงสาดเข้าหน้ากล้องตรงๆก็ยังสามารถเห็นป้ายทะเบียนได้

    192.168.1

    HDTVI, HDCVI, AHD, IP ต่างกันยังไง เลือกอะไรดี?

    ผมเชื่อว่า ตอนนี้ลูกค้าทุกคนที่อยากติดกล้อง ต้องมีเคยคำถามอยู่ในใจว่าเลือกอะไรดี แล้วมันต่างกันยังไง  เยอะแยะไปหมด เลือกไม่ถูก

    ผมแยกประเภทแบบนี้ก่อน

    Continue Reading

    ระบบควบคุมประตู Key card ทำงานอย่างไร

    ระบบควบคุมประตู ประกอบไปด้วย

    HD TVI / HD CVI มันคืออะไร มายังไง

    ลูกค้าถามมาเยอะมาก เลยคิดว่าเขียนให้อ่านดีกว่า


    ถามมาว่า HD TVI กับ HD CVI ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า


    HDTVI เจ้าของเทคโนโลยีเป็นฝรั่ง (Tech Point) 

    HDCVI เจ้าของเทคโนโลยีเป็น จีน (Dahua)


         คืออย่างนี้ จริงแล้ว HD - SDI เกิดก่อน TVI และ CVI โดยคนคิด SDI เนี่ยเค้าขอจดสิทธิบัตรวันที่ 13 เมษายน 2004 โดยผู้ถือสิทธิบัตรไม่ใช่ใครที่ไหนคือพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Simi conductor "Sony Corperration" แต่ปัญหาทางด้านเทคนิกของเทคโนโลยี HD SDI มีเยอะมากเช่น ต้องใช้กับ HD SDI เท่านั้น ใช้ร่วมกับ Analog ไม่ได้, ระยะสายเดินได้ไม่เกิน 100 เมตร ซึ่งข้อจำกัดนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญมากให้การใช้งานจริง เทคโนโลยีนี้มันก็เลยไม่เกิด (ซึ่งมีคนเอาเข้ามาขายในบ้านเราด้วยนะ แต่แพงมาก).....


         กลับมาพูดถึง HD TVI เบื้องหลังของเทคโนโลยีนี้คือ บริษัทที่ชื่อ Tech Point ซึ่งเป็นเจ้าของ สิทธิบัตรนี้ แล้ว Tech Point เป็นใคร??

     Techpoint ก่อตั้ง ปี 2010 โดยเป็นอดีตผู้บริหารคนสำคัญของบริษัท Techwell (ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ของวงการผลิต Semiconducter ในวงการของระบบรักษาความปลอดภัย, ซึ่ง Techwell ถูกขายให้กับริษัท Intersil ในปี 2010 ในราคา 400 ล้านเหรียญสหรัฐSurprised) แม้ว่า Techpoint จะเพิ่งก่อนตั้ง...แต่เค้าไม่ใช่เจ้าใหม่ในตลาด ประสบการณ์เค้าเพียบ.....


    หลังจากก่อนตั้ง Techpoint เค้าบอกว่าปัญหาเทคนิคของ SDI มันเยอะเกินกว่าจะเอามาพัฒนาต่อ จากปัญหาที่ผมกล่าวเอาไว้ข้างบน หลังจากนั้นผ่านไป 2 ปี เค้าก็ประกาศเทคโนโลยี HD TVI ออกมา แล้วขายชิบ HD-TVI 


    โดยเค้าบอกว่าเทคโนโลยี HD-TVI นี้จะต้อง (ใครไม่อยากอ่าน เทคนิคก็ข้ามไป)

    1. FULL HD 1080P/30 fps

    2. ระยะทางต้องได้ 500 เมตร บนสาย RG6 75 โอห์ม

    3.สามารถ control กล้องแบบหมุนได้โดยใช้สาย RG6 เพียงเส้นเดียว (ปกติต้องใช้สาย Control ต่างหาก)


    จุดยืนของ TVI และ CVI

         Techpoint เค้าอ้างว่า เค้าเป็นผู้ผลิต chip ที่ไม่ได้ผลิตเครื่องหรือกล้องเอง (เค้าว่าตัวเองเป็น supplier ที่ส่ง chip ให้ผู้ผลิตรายอื่นๆเอาไปประกอบขาย) ทำให้ Bias ในการแบ่ง/จัดสรรปริมาณสินค้า เป็นธรรมมากว่า Dahua ซึ่งเป็นทั้งผู้ถือสิทธิบัตร ผู้ผลิตชิบ และผู้ประกอบกล้องหรือเครื่องบันทึก) คือ เค้าอ้างว่าเค้าไม่ประกอบเครื่องขายแข่งกับลูกค้าเค้านั่นแหละครับ เค้าว่างั้น (แต่ผมก็เห็นว่า Hikvision ก็ ได้สินค้าหรือ chip ตัวใหม่ๆ ก่อนเจ้าอื่นตลอดนะ) 


         ซึ่งจริงแล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผู้บริโภคอย่างเราเลย.... เพราะ ทั้ง TVI และ CVI มันก็เจ้าใหญ่ทั้งคู่ (ไม่ต้องกลัวว่าใครจะเจ้งก่อน แล้วของที่เราซื้อมาติดจะไม่มีคนพัฒนาต่อ) เพราะสิ่งที่จะเป็นปัญหาก่อนคือ บริษัทที่ไปติดให้ลูกค้านั่นแหละครับ จะดูแลลูกค้าหรือเปล่า หรือเค้าจะทิ้งไปหลังจากได้เงินไปแล้ว ยิ่งทุกวันนี้ขายถูกกันแบบว่าไม่เหลือเงินไว้สำหรับ service เลย 4 ตัว พร้อมติดตั้ง 12,000 อย่างนี้ละครับ โดนทิ้งแน่ๆ  


    สรุป


    จะซื้ออะไรก็ได้ ให้ดูว่าบริษัทที่เค้าติดตั้งให้เรา เค้าจะดูแลเราไหม หลังจากที่เราซื้อเค้าไปแล้ว หลังจากที่มีปัญหา แล้วเค้ามีความสำพันธ์ที่ดีกับ Supplier ไหม เข้าขายของโฟกัสสินค้าไหม หรือเค้าขายกราดไปทุกยี่ห้อ การ service มันจะต่างกัน


    วันนี้เราขับโตโยต้า แล้วรถเราเสีย ซึ่งเราจะต้องซ่อม... เราต้องเลือกระหว่าง โชว์รูมที่ขายรถยี่ห้อเดียวคือโตโยต้า กับ โชว์รูมรถที่ขายทั้ง โตโยต้า ฮอนด้า อ้อดี้ บีเอ็ม ฟอร์ด มาสด้า.... อันไหนจะซ่อมรถเราได้เร็วกว่ากัน? อย่าลืมนะครับ ว่าการ stock อะไหล่คือต้นทุน ยี่ห้อเยอะ ยิ่งต้อง Stock เยอะ แล้วเค้าจะ stock หรือ??ในเมื่อมันเป็นต้นทุน เวลามีรถมาซ่อม ค่อยสั่งของ ซึ่งมันก็จะช้า และบางทีมันก็ไม่มีของ...


    คือ CVI หรือ TVI ก็ได้ ของให้เค้าโฟกัสแบรนด์ สักสองสามแบรด์ก็พอครับ ถ้าขายเยอะมาก มักจะบริการได้ไม่ค่อยดีครับ  


    กล้องซ่อน กล้องจับขโมย กลัองจับชู้ ไร้สาย ความละเอียดสูง

    หัวข้อดูรุนแรงเนอะ จับชู้ 555


    คือจริงๆมีลูกค้าเราหากล้องประเภทนี้เยอะมากๆๆๆๆๆ คืออยากได้กล้องที่ละเอียดมาก ดูผ่านอินเตอร์เน็ทได้ ซ่อนได้เนียน (อันนี้สำคัญ) ติดตั้งเร็ว บันทึกได้ ภาพละเอียด ดูผ่าน มือถือได้ ฯลฯ... วันนี้ตัวที่เราหามา ตอบโจทย์ครับ


    1. นี้คือกล้อง IP Camera 1.3 MP เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความละเอียดครับ ละเอียดแน่นอน


    2. ตัวนี้มีช่อง LAN สามารถเดิน LAN ได้ หรือ จะใส่ USB Aircard 3G ก็ได้ หากไม่ต้องการเดินสาย LAN 


    3. ตัวนี้ต่อไมค์ได้ คือได้ทั้งภาพและเสียง... องค์ประกอบครบ ดิ้นไม่หลุด


    4. ขนาดเล็ก มีหัวกล้อง 2 แบบ แบบกระดุม และแบบหัวเข็ม ซ่อนได้เนียนมากๆ



    5. บันทึกได้ เพราะสามารถต่อ Micro SD ได้ และบันทึกที่ความละเอียด 1.3 MP ซึ่งสามารถดูภาพย้อนหลังได้เลยบนคอม จะดึงข้อมูลบนคอมเก็บไว้เลยก็ได้


    โดยที่ 1 กล่องสามารถต่อภาพได้สามกล้อง



    ส่วนราคารอแป๊บนึงนะครับ กำลังทำโปรโมชั่นอยู่ครับ

    Volt Watt Amp มันคืออะไร

    แรงดันไฟฟ้า(จริงๆผมไม่ชอบคำนี้เท่าไหร่ ความหมายมันแปลกๆ) เอาเป็น...
    ศักย์ไฟฟ้า (V): พลังงานที่ประจุไฟฟ้าพาไปต่อขนาดของประจุนั้นๆ
    กระแสไฟฟ้า (A): ปริมาณประจุที่ไหลไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ
    กำลังไฟฟ้า (Watt) = กระแสไฟฟ้า x ความต่างศักย์ไฟฟ้า (x power factor ในกรณีเป็นไฟสลับ) :อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า
    และ กำลังไฟฟ้า x เวลา = พลัังงานไฟฟ้า
    ไม่ได้เรียนทางไฟฟ้ามา
    ตอบตามความเข้าใจ
    ลองเอากระแสไฟฟ้า ไปเทียบกับน้ำประปาที่เปิดตามบ้าน
    Volt คือแรงดันไฟฟ้า =เหมือนเราเปิดก๊อกหรือเครื่องปั๊มน้ำ เปิดก๊อกจนสุดหรือเปิดเครื่องปั๊ม น้ำก็พุ่งไปไกล
    Amp คือกระแส = ขนาดของท่อน้ำ หรือสายยาง ท่อใหญ่ส่งน้ำได้มากกว่า น้ำไหลได้สะดวกกว่า
    Watt คือหน่วยวัดการใช้พลังงานไฟฟ้า = เปิดน้ำแล้วเอากกะละมังมารองน้ำไว้ น้ำในกะละมังคือWatt
    ความสัมพันธ์ของทั้งสามคือ เอาVolt x Amp = Watt
    ยกตัวอย่าง เปิดน้ำจากท่อขนาด 1 นิ้ว และ 5นิ้ว  (Ampต่างกัน) น้ำพุ่งออกจากปลายท่อไปไกล1เมตร เท่ากัน (Volt เท่ากัน)
    เอากะละมังไปรองน้ำเอาไว้ เปิดน้ำทิ้งไว้ 10วินาที แล้วปิด น้ำในกะละมังที่ได้จากท่อ 5 นิ้ว จะมีเยอะกว่า ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็คือกินไฟเยอะกว่า
    แต้ถ้าเราทำให้น้ำจากท่อขนาด1 นิ้ว พุ่งออกมาได้ไกลกว่า ท่อ5นิ้ว น้ำในกะละมังอาจจะเท่ากันหรือมากกว่าก็ได้
    สรุปคือ อยากรู้ว่าอุปกรณ์ไหนกินไฟมาก ให้ดูที่Watt ไปเลย แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างมันก็ไม่ได้ใช้พลังงานในอัตราเท่ากันตลอด
    อย่างเช่นเตารีด วัตต์สูง  แต่พอมันร้อนก็ตัด พัดลม เปิดเบอร์ 1 2 3 ก็กินไฟต่างกัน
    ลองเอาภาพนี้ไปดูครับจะได้เข้าใจง่ายขึ้น

    Volt , Watt, Amp. มีความสัมพันธ์กันอย่าไร


    ลองเอากระแสไฟฟ้า ไปเทียบกับน้ำประปาที่เปิดตามบ้าน

    • Volt คือแรงดันไฟฟ้า =เหมือนเราเปิดก๊อกหรือเครื่องปั๊มน้ำ เปิดก๊อกจนสุดหรือเปิดเครื่องปั๊ม น้ำก็พุ่งไปไกล
    • Amp คือกระแส = ขนาดของท่อน้ำ หรือสายยาง ท่อใหญ่ส่งน้ำได้มากกว่า น้ำไหลได้สะดวกกว่า
    • Watt คือหน่วยวัดการใช้พลังงานไฟฟ้า = เปิดน้ำแล้วเอากกะละมังมารองน้ำไว้ น้ำในกะละมังคือWatt

    ความสัมพันธ์ของทั้งสามคือ เอาVolt x Amp = Watt

         ยกตัวอย่าง เปิดน้ำจากท่อขนาด 1 นิ้ว และ 5นิ้ว  (Ampต่างกัน) น้ำพุ่งออกจากปลายท่อไปไกล1เมตร เท่ากัน (Volt เท่ากัน)
    เอากะละมังไปรองน้ำเอาไว้ เปิดน้ำทิ้งไว้ 10วินาที แล้วปิด น้ำในกะละมังที่ได้จากท่อ 5 นิ้ว จะมีเยอะกว่า ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็คือกินไฟเยอะกว่า

         แต้ถ้าเราทำให้น้ำจากท่อขนาด1 นิ้ว พุ่งออกมาได้ไกลกว่า ท่อ5นิ้ว น้ำในกะละมังอาจจะเท่ากันหรือมากกว่าก็ได้

         สรุปคือ อยากรู้ว่าอุปกรณ์ไหนกินไฟมาก ให้ดูที่Watt ไปเลย แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างมันก็ไม่ได้ใช้พลังงานในอัตราเท่ากันตลอดอย่างเช่นเตารีด วัตต์สูง  แต่พอมันร้อนก็ตัด พัดลม เปิดเบอร์ 1 2 3 ก็กินไฟต่างกัน

         ลองเอาภาพนี้ไปดูครับจะได้เข้าใจง่ายขึ้น







         เวลาที่เราต่ออุปกรณ์ ระหว่างกล้อง กับ ภาคจ่ายไฟ เช่น Adpator นั้น จะต้องดูนะครับ ว่ากล้องรับ กี่ Volt ซึ่ง Volt จะต้องเท่ากันกับ Adaptor จะมากกว่าหรือนhอยกว่าไม่ได้ แต่ Amp ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แค่ให้เพียงพอต่อขนาดของ Amp ที่กล้องต้องการใช้เป็นพอครับ

    บทความเกี่ยวกับระบบ CCTV

    บทความนี้เขียนขึ้นจากประการณ์ในการติดตั้งกล้องตั้งแต่เราเริ่มก่อตั้งบริษัท ปี 2552 

           

    ความรู้พื้นฐานสำหรับกล้องวงจรปิดทุกระบบ


         


         


     

         

    ความสามารถพิเศษๆ ของกล้องที่น่าสนใจ


    ความแตกต่างระหว่าง Analog vs HD vs IP Camera

    ลูกค้าถามว่ากล้อง analog, กล้อง HD, กล้อง IP อะไรดีกว่ากัน 

    ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นเป็นข้อๆ ดังนี้

     

    1. ความคมชัด

    Analog คือ TV PAL

    HD คือ HD720 และ HD 1080

    IP คือ HD1080 และมากกว่าขึ้นไป

     

    ระบบ Analog

         ภาพไม่ละเอียดเลย หยาบมากไม่ต้องซูมภาพก็แตกแล้ว เป็นเทคโนโลยีเก่า สิ้นสุดการพัฒนาเมื่อปี 2557 แล้ว แทบจะทุกเจ้าเลิกผลิตหมดแล้ว เต็ม 10 ได้ 2 คะแนน


     

    ระบบ HD

         ภาพะละเอียดกว่าเดิมมาก ต่างจาก Analog มากกว่า 8 เท่า ความละเอียดสูงสุดที่มีจำหน่าย คือ 2.4 MP (ข้อมูล ณ วันที่ 19/2/2559) เต็ม 10 ได้ 7 คะแนน


     

    ระบบ IP

         ภาพละเอียดมาก คมชัดมาก ความคมชัดสูงสุด คือ 12-20 MP 

         ความคมชัดตัวทั่วๆไปที่ขายดีๆ อยู่ที่ 2.0-3.0 MP ราคาคบหาได้ เต็ม 10 ได้ 10 คะแนน


     

    2. การเดินสาย

    ระบบ Analog

         ต้องเดินสาย RG และสายไฟ แบบ 1:1 เข้าหาเครื่องบันทึก แปลว่า หากมีกล้อง 32 ตัว จะต้องมีสาย หลังเครื่องบันทึก 32 เส้น 

    หากมีกล้อง 64 ตัวจะต้องมีสาย 64 เส้น! และกล้องทุกตัวจะต้องมีไฟไปเลี้ยงตัวมันด้วยอีก 1 เส้น แปลว่า หากติดกล้อง 64 ตัว 

    จะต้องมีสายอย่างน้อย 128 เส้น!

     

         สาย RG เอามาใช้กับกล้อง analog สามารถเดินสายได้ไกลประมาณ 500 เมตร ไกลกว่านั้นต้องใช้อุปกรณ์ ทวนสัญญาณ

     

    ระบบ HD

         เดินสายเช่นเดียวกับ Analog ทุกประการ เพราะพัฒนาบน Platform ของ Analog หมายความว่า หากระบบเดิมของเรา

    เคยติดตั้ง กล้อง Analog อยู่ หากต้องการให้มันชัดขึ้น เราเปลี่ยนแต่กล้องละเครื่องบันทึกเท่านั้น สายใช้แบบเดิม 

    แบบเดียวกับกล้อง Analog ได้เลย

     

         สาย RG เอามาใช้กับกล้อง HD สามารถเดินสายได้ไกลประมาณ 300 เมตร ไกลกว่านั้นต้องใช้อุปกรณ์ ทวนสัญญาณ

     

    ระบบ IP

         เดินด้วย สาย LAN เดินจากกล้อง ทุกตัวเข้าไปที่ HUB Switch ได้โดยไม่ต้องมีสายไฟ คือเดินสายเส้นเดียว ไม่ต้องเดินไฟ 

    และเนื่องมาจากที่มันต่อเข้ากับ Switch ไม่ต้องไปรวมกันที่เครื่องบันทึก ทำให้จุดที่เราติดตั้งเครื่องบันทึก มีเพียงแค่สาย LAN 

    เส้นเดียว ไม่มีสายมารวมกันให้เห็นเกะกะ 

         ดังนั้นเวลาเราจะย้ายเครื่องบันทึก เราแค่ถอดเครื่องบันทึกออกแล้วไปเสียบLAN ที่อยู่ในวงเดียวกันเลยจบ!

     

    อ่านเรื่องกล้อง IP ที่ไม่ต้องเดินสายไฟ

     

     

     

    3. จำนวนช่องสัญญาณ+จำนวนฮาร์ดดิสที่ใส่ได้

    ระบบ Analog

         ปกติทั่วๆไปจะใส่กล้องได้สูงสุด 16ตัว แต่ 32 กล้องก็มีแต่น้อย

         ส่วนมากก็ใส่ฮาร์ดดิสได้ 2 TB x 2-3ลูก

     

    ระบบ HD

         ใส่กล้องได้สูงสุด 32 ตัว

         ใส่ฮาร์ดดิสได้ทั้งแต่ 1,2,4,8,16 ลูก จำนวน ฮาร์ดดิสที่ใส่ได้ แปรผันตรงกับราคาเครื่องบันทึกอย่างยิ่ง 

    (กราฟแบบ exponential เลยครับ)

     

    ระบบ IP

         ตามทฤษฎีใส่กล้องได้ไม่จำกัด เพราะวง LAN มี 256 ตัว ซึ่งเราทำได้หลายวง LAN ไม่จำกัด แต่เอาเข้าจริงๆ 

    เครื่องบันทึกมันแรงไม่พอที่จะใส่กล้องได้ขนาดนั้น ซึ่งสูงสุดที่ราคาพอจับต้องได้ก็ 64 ช่องสัญญาณ (4/8/16/32/64)


     

         ฮาร์ดดิส ไม่จำกัด เพราะว่าสามารถต่อ External Storage ได้ผ่าน port SCSI (port LAN) หรือ e-SATA ได้ 

    แต่เอาเข้าจริงๆอุปกรณ์พวกนี้ราคามันโหด ยิ่งพวกใส่ Harddisk ได้เยอะๆนี่ มีห้าแสนให้เห็นได้(ราคาแบบยังไม่รวมฮาร์ดดิสนะครับ)

     

    4. การแสดงผลผ่านทางหน้าเครื่อง + การแสดงผล Online ทั้งมือถือ Tablet PC

     

    ยกตัวอย่างว่าเราติดกล้องในโรงงาน 100 ตัว ทั่วโรงงาน เครื่องบันทึก Link ไปที่ห้อง Server ทั้งหมด

     

    ระบบ Analog

       ภาพแสดงทุกกล้อง ไม่สามารถซ่อนบางกล้องได้ (เช่นบางกล้องเป็นความลับไม่อยากให้ลูกน้องเห็น จะทำไม่ได้)

     

       เครื่องบันทึกมีได้แต่ห้อง Server ที่เดียว 

     

    ระบบ HD

       ภาพแสดงทุกกล้อง ไม่สามารถซ่อนบางกล้องได้ (เหมือน Analog)

     

       เครื่องบันทึกมีได้แต่ห้อง Server ที่เดียว

     

    ระบบ IP

       ซ่อนบางกล้องได้ เช่นให้ฝ่ายผลิต ให้เห็นเฉพาะฝ่ายผลิต ไม่สามารถเห็นฝ่ายบัญชีได้

       ฝ่าย HR ดูได้ทุกกล้องยกเว้นห้องเจ้านาย

       ห้องเจ้านายดูได้ทุกกล้องทั่วทั้งโรงงาน

       รปภ.ด้านนอกอาคารดูได้แต่ด้านนอกทั้งหมด ไม่สามารถดูภายในอาคารได้เลย

       ห้องภรรยาเจ้านาย ดูห้องเจ้านายอย่างเดียว ห้องอื่นไม่สนใจ แบบนี้เป็นต้น

     

       และเครื่องบันทึกสามารถเพิ่มได้ จะวางที่ไหนก็ได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับ server เลยแม้แต่น้อย ทำให้แผนกต่างๆ 

    มีเครื่องบันทึกบริหารจัดการเป็นของตัวเองแยกอิสระของใครของมัน แต่ห้อง Server ก็มีบันทึกรวมของทุกแผนก 

    ทำให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งาน และสามารถ สำรองข้อมูลในกรณีที่ ฮาร์ดดิสมีปัญหาได้เป็นอย่างดี

     

     

    5. การใช้งาน

     

    ระบบ Analog

      ช้า เล่นภาพย้อนหลัง ไม่ค่อยเวิกร์ 

      หน้าจอดึงกัน เช่น Online กันสองคน คนแรก กดเป็นภาพ 8 กล้อง คนที่สองจะเห็นภาพจากที่ตอนแรกดู 4 กล้องอยู่ 

    จะเห็นภาพแสดงเป็น 8 กล้องตามคนแรก เรียกว่าแสดงผลตามกัน

     

    ระบบ HD

       เร็วกว่า Analog เล่นภาพย้อนหลังได้เร็ว ใช้งานได้จริง

       หน้าจอไม่ดึงกัน แยกอิสระ 

       แต่ละ user สามารถกำหนดสิทธ์ได้ ว่าแต่ละ user จะให้ทำอะไรได้บ้าง เช่นให้หมุน Speed dome ไม่ได้ ให้เล่นภาพย้อนหลังไม่ได้เป็นต้น

     

    ระบบ IP

       เหมือน HD

    สาย HDMI ยาวๆๆๆๆ มีมั้ย

    กล้องวงจรปิดสมัยนี้มีความคมชัดกว่าแต่ก่อนมาก ของเก่าเป็น Analog ความคมชัดระดับ 420 - 800  TVL มันก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่

     เดี่ยวนี้เครื่องบันทึกจะไม่ทำช่อง AV ออกมาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ส่วนใหญ่ จะมี แต่ HDMI และ VGA เท่านั้น

     

    ก่อนอื่นพูดถึงข้อดีข้อเสียก่อน

     

    1. ช่อง AV อันนี้มีมานานแล้ว

     

     

     

    ข้อดี

      สามารถเดินสายได้ไกล ได้เป็น 500 เมตรก็ได้ 

    ช่องนี้สามารถเอาเสียงออกมาที่ช่องนี้ได้โดยใช้สายอีกเส้นแยกต่างหาก

     

    ข้อเสีย

      ภาพไม่ชัด เข้าขั้นรับไม่ค่อยได้

     

    2. ช่อง VGA

     

     

     

    ข้อดี

      ชัดกว่าช่องสัญญาณ AV

    หากเดินสายไกลๆ ภาพอาจะ drop ลงไปบ้างเพราะยังส่งสัญญาณเป็นระบบ Analog อยู่

     

    ข้อเสีย

      ไม่สามารถเอาเสียงมาต่อได้ ต้องไปต่อออกลำโพงแยกต่างหาก ซึ่งเดินไกลๆ ยังไม่ได้ ระยะทางได้ประมาณ 30 เมตร ซึ่งต้องเป็นสายที่คุณภาพดีมากๆ ภาพถึงจะติด

     

     3. ช่อง HDMI

     

     

     

    ข้อดี

    ชัดกว่าที่สุด ภาพคมกริปเลย เพราะส่งสัญญาณแบบ digital

    เสียงมาพร้อม ภาพในสายเดียวกันเลย เสียบช่องเดียว ทั้งภาพและเสียงออกมาที่ ทีวีเลย

     

    ข้อเสีย

      สาย HDMI เกิน 15 เมตร ภาพมักจะไม่ค่อยติดแล้ว

      หากเดินสายไกลๆ ภาพจะไม่ติดเลย ภาพมีแต่ติดกับไม่ติด ไม่มีเบลอๆ เพราะเป็น digital มีแต่ 0 กับ 1  Yes กับ NO

     

     

     

    หากเราต้องการตั้งเครื่องบันทึกที่นึง แต่ให้ไปแสดงผลอีกที่นึง หากมันเกิน 10 เมตร ละเราจะทำยังไง?....

     

    ทีนี้ปัญหาเกิด เพราะเราซื้อกล้องรุ่นใหม่มา กล้องมันชัด แต่การแสดงผลมาไม่ชัด ถ้าไปต่อช่อง AV แล้วจะซื้อกล้องดีๆชัดมาเพื่ออะไร? อีกทั้งเราติดไมค์ เก็บเสียง แล้วเวลาเราจะฟังเสียง หากเราจะใช้ช่อง VGA เสียงก็ไม่มา ต้องหาลำโพงมาต่อตัวตัวเครื่องบันทึกอีก ทั้งๆที่ทีวีก็มีลำโพง.. จะหาลำโพงมาต่ออีกเพื่อ?

     

    มันก็เลยมาถึงพระเอกของเรา มันคือ ตัวขยายระยะทางสัญญาณ HDMI โดยผ่านสาย LAN (UTP)

     

     

     

     

     

    ทีวีแต่ละตัว จะมีช่องต่อสาย LAN มาให้ ส่วนอีกฟาก จะทำเป็นหัว HDMI สำเร็จมาให้เลย

     

     

     

     

     

    เราต้องใช้สาย LAN สองเส้นในการเดินไประหว่างเครื่องบันทึก กับ จอทีวี เสียบ

     

     

     

    ซึ่งตัวนี้มันเดินทางได้ในระยะไม่เกิน 30 เมตร ดู Spec

     

     

     

    ภาพที่ได้คมชัดไม่ต่างกันกับต้นฉบับครับ ขายมาแล้วหลายงานสบายใจได้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    อินฟาเรด มีกี่แบบ ต่างกันมั้ย?

    พูดถึงภาพตอนกลางคืนหน่อย

     

         การทำงานของกล้องวงจรปิด โดยปกติแล้วกล้องจะมี sensor ที่สามารถตรวจสอบสภาพแสง ณ ขณะนั้นๆ ซึ่งจะตรวจสอบสภาพแสงตลอดเวลา ว่าสภาพแสงขณะนั้นๆน้อยกว่าที่ที่กล้องกำหนดเอาไว้หรือไม่

        

         ซึ่งปกติแล้ว สภาพแสงที่มากพอกล้องจะแสดงภาพออกมาเป็นภาพสี หากสภาพแสงน้อยกว่าค่าที่กำหนด กล้องจะแสดงภาพที่ถ่ายออกมาได้เป็นขาวดำ เป็นเรื่องปกติ

     

         โดยที่ภาพในสภาพแสงน้อย จะมีความคมชัดน้อยกว่าภาพที่เป็นสีอยู่แล้ว และภาพในสภาพแสงน้อย จะมี noise แทรกอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากว่ากล้องพยายามจะเก็บรายละเอียดให้มากขึ้นแต่ยังคงต้องรักษา shuterspeed เอาไว้ จึงจำเป็นจะต้องเพิ่มความไวแสงของ CCD/ CMOS ขึ้น (ที่เราเรียกว่า ISO นั้นแหละ) ซึ่งการที่เพิ่มค่าความไวแสงนี้เองเป็นตัวที่ทำให้ noise เพิ่มขึ้น

     

         ทีนี้ บางครั้งการที่เราติดตั้งกล้องในสภาพที่มือสนิทนี้ จะทำให้ภาพที่ได้มี noise มากจนขาดความชัดเจนของภาพที่ได้ จึงได้มีการนำอินฟาเรดมาใช้กับกล้องวงจรปิด

     

         รังสีอินฟราเรด Infrared (IR) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างคลื่นวิทยุและแสงมีความถี่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ มีความถี่ในช่วงเดียวกับไมโครเวฟ มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างแสงสีแดงกับคลื่นวิทยุสสารทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -200 องศาเซลเซียสถึง 4,000 องศาเซลเซียส จะปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา ซึ่งไอ้เจ้า อินฟาเรดนี้ มันปล่อยความที่ที่ตาคนมองไม่เห็น (มันจึงไม่รบกวนมนุษย์ และไม่เป็นที่สะดุดตาของขโมย) แต่กล้องมันสามารถมองเห็นได้ และทำให้ภาพมี Noise ที่ลดลง ผลลัพท์คือมีภาพที่คมชัดชัดเจนขึ้น


         เมื่อ 5 ปีก่อนเราขายพวกกล้อง อินฟาเรดแบบที่เป็น LED ลักษณะ จะเป็นดวงเล็กๆ หลายๆหลอด ปัญหาของอินฟาเรดแบบเก่าๆ คือ

    1. มันร้อน ตัวความร้อนนี้แหละที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้กล้องเสียไว (ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า catalyze)

    2. ภาพที่ได้จากอินฟาเรดแบบนี้ภาพ ส่วนที่เป็นสีดำมันจะไม่ดำสนิท ภาพจะฟุ้ง contrast ไม่ดี ภาพไม่สวย

    3. อินฟาเรดแบบ LED มันไม่ฉลาด เพราะมันจะส่งคลื่นออกมาเป็นค่าที่ตายตัว เวลาวัตถุหรือหน้าคนเข้ามาใกล้ๆกล้องภาพมันจะ Over จนขาวไปหมด มองไม่เห็นรายละเอียดของภาพ

     

         เดี๋ยวนี้ (10/3/2558) มี อินฟาเรดออกมาใหม่ เค้าเรียกว่า Smart IR หรือ Array มันมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาก เพราะ


    1. ร้อนน้อยลง ทำให้กล้องอายุการใช้งานได้ยาวนานขึน

    2. contrast ดีมากภาพคมชัด

    3. มันลดแสง เพิ่มแสง ได้ด้วยตัวกล้องเอง ทำให้ภาพที่ได้ไม่โอเวอร์ หรือ under จนฟุ้งกระจายหรือมืดเกินไป

    4. ภาพที่ได้ไม่สว่างเป็นวงในตอนกลางคืน

    5. เนื่องจากใช้หลอดเดี่ยว ทำให้ออกแบบให้กล้องมีขนาดเล็กลงได้กว่าเดิม

    6. ลำแสงไปได้ไกลกว่าเดิม บางรุ่นมี IR Array แค่สองหลอดส่องไปได้ไกล 40 เมตร รุ่น Speed Dome มี array ส่องได้ 70 เมตรก็มีเราก็ขายออกไปหลายสิบตัวแล้ว



     

         สรุปเลย คืน IR แบบ Array ดีกว่าทุกประการ แต่ปัญหาคือกล้องที่มีอินฟาเรดจะเป็นกล้องที่ไม่ใช่รุ่นประหยัดนะครับ เพราะว่าต้นทุนมาสูงอยู่ อาจจะต้องจ่ายเพิ่มสักเล็กน้อย เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดและมีประสิทธิภาพเวลาเอาไปเป็นหลักฐานจะได้ใช้งานได้


    สรุปอีกที ถ้าถามผมนะ ผมจะใช้กล้องที่มี Array เพราะภาพสวย และชัดเจน แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดก็ตาม

    หากถูกใจ ชอบภาพแบบนี้ ตามลิงค์นี้ไปดูราคาเลยครับ

     

    H.265 คืออะไร แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากมัน

    H.265 คืออะไร

     

         H.265 เป็นการบีบอัดวีดีโอรูปแบบใหม่ ที่ต่อเนื่องมาจาก H.264 ถูกพัฒนาขึ้นโดย ITU-T Video Coding Experts Group (VCEG) 22 ตุลาคม 2012 Ericsson ประกาศตัวว่าเป็นคนแรกของโลกที่เปิดตัวการเข้ารหัสแบบ H.265 ภายใต้ชื่อ High Efficiency Video Coding (HEVC) โดยหน่วยงาน ITU-T เป็นคนรับรองมาตรฐาน

         H.265 สามารถบีบอัดข้อมูลได้เป็นสองเท่าของ H.264 ด้วยระดับคุณภาพของภาพเท่ากัน สามารถรองรับคุณภาพของภาพหลากหลายที่ Bit Rate เท่าๆกัน และสามารถรองรับ 8K UHD ความละเอียด 8192 x 4320

         H.265 ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสามารถในการบีบอัดมากกว่า H.264 โดย Bitrate ลงไปครึ่งหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการทำงานของ applicationด้วย H.265 จะลดความซับซ้อนการคำนวณการเข้ารหัสลง ทำให้บีบอัดได้ดีขึ้น ขณะที่ H.264 ส่งข้อมูลระดับ SD ที่ 1Mbps แต่ H.265 สามารถส่งข้อมูลได้ถึง 720P หรือ (1280 x 720) และ HD ที่ 1-2Mbps

    ===============================================================================================================

    พอก่อนรายละเอียดมากกว่านี้ก็อ่านไม่รู้เรื่องละครับ

         เอาเป็นว่า มันสามารถทำให้ลดปริมาณของไฟล์ในการบันทึกได้ 50-70% ด้วยคุณภาพที่เท่ากัน....บางคนก็ยังไม่เข้าใจว่กระทบเรายังไงต่อ แค่จากเดิมบันทึกได้2 วันกลายเป็น 4 วัน เท่านั้นเอง...

         คือมันก็ใช่ครับ ถ้างาน Scale เล็ก ผมยกตัวอย่าง หากเราติดกล้อง 120 ตัว เป็นกล้อง 3.0 MP Bitrate สูงสุดที่คุณภาพดีที่สุด อยู่ที่ 8000Kbps กล้องจะใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ 70GB กล้อง/วัน/24 ชม.

    ฉะนั้นใน1 วันเราจะต้องใช้พื้นที่ 8400 GB หรือ 8.4 TB แปลว่า เราต้องใช้ Harddisk 4 TB สองลูก สำหรับ 1 วัน..... หากต้องการ30 วันแปลว่าต้องใช้ Harddisk 60 ลูก...

         (ณวันนี้ราคา Harddisk 4 TB = 5,500 บาท/ลูก) แปลว่าเราต้องใช้เงินสำหรับบันทึก 30 วันที่ 330,000 บาท......แต่ยังไม่จบเท่านั้น หากต้องการใส่ Harddisk ขาด60 ลูกได้ จะต้องใช้ EXtension Stroage อีกต่างหาก ซึ่ง ราคาที่พอจับต้องได้คือ 8 SATA ราคาตัวละ 17,000บาท/ตัว ซึ่งต้องใช้ราวๆ 7 เครื่อง เป็นเงิน = 119,900

         ปัญหาต่อมา คือ Extension stroage ไม่สามารถใส่ได้ถึงขนาด 7 เครื่องมาต่อกัน มันสูงเกินไป เราจะต้องลดจำนวน stroageลงด้วยการ เปลี่ยน Harddisk จาก 4 TB เป็น 10 TB จาก Harddisk ตัวละ 5,500 บาท จะกลายเป็นตัวละ 17,500 บาท .....ซึ่งต้องใช้ทั้งหมด 25 ลูก = เงิน 437,500.....(เฉพาะ Harddisk) รวม Extension Stroage ก็รวมแล้วประมาณ 500,000 เห็นจะได้.....

         แล้วถ้าเราเปลี่ยนกล้องเป็น4 .0 MP เพื่อต้องการความคมชัดที่มากกว่านี้ แต่ความละเอียดเท่าเดิมล่ะ... ไม่ต้องเพิ่มเงินมากกว่านี้หรือ ถูกต้องไหมครับ ซึ่งตอนนี้กล้องที่ได้รับความนิยมคือ 4.0 แล้วนะครับ

         แต่ช้าก่อน เรามีพระเอกที่เกริ่นให้ฟังข้างบนนั่นคือ เทคโนโลยี H.265 (ต้องดูกล้องเป็นตัวๆไปว่าตัวไหน รองรับ H.265 บ้าง ไม่ได้หมายความว่ากล้อง 4.0MP จะเป็น H.265 นะครับ) เวลาต้องการใช้ เทคโนยี H.265 กล้องต้องรองรับ H.265 และเครื่องต้องรองรับ เทคโนโลยี H.265 ด้วยนะครับ ขาดอย่างใดอย่างนึงไม่ได้ หมายความว่ากล้องรุ่นเก่า เครื่องรุ่นเอา จะไม่รองรับ H.265

    265

         ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ว่ามันสามารถบีบอัดข้อมูลที่มีคุณภาพเท่าเดิมแต่ลดพื้นที่ลง 50-70% แปลว่าเราสามารถลด ขนาดของ Harddisk ได้ครึ่งนึงเป็นอย่างน้อย จาก 8.4TB  เหลือน้อยกว่า 4.2 TB จาก60 ลูก เหลือ 30 ลูก แปลว่าเงินเราจะใช้เงินน้อยลงไปอย่างน้อย 2-300,000 บาท ทันที.... 

         ที่สำคัญคือกล้องในรุ่นเทียบเคียงกัน H.264 และ H.265 มีราคาต่างกันไม่กี่ร้อย!!  

         แค่เปลี่ยนระบบนิดเดียว เลือก Product ให้ถูก เราจะใช้เงินน้อยลงไปเป็นแสน!

     

    การ design ระบบหากทำโดยผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ต้นทุนถูกลงแบบไม่น่าเชื่อ หากมานั่งคิดเอาเอง หรือลอก Tor แบบเดิมๆที่เคย อยากซื้อของมาทำเอง อาจจะไม่ได้จ่ายเงินน้อยอย่างที่คิด