• Exp
  • WDR
  • Pro Slide Nvr4104
  • 192.168.1.88 Ch7 20161005190438 20161005190602
  • แจ้งเตือนหากวัตถุผ่านกรอบที่กำหนด

    Article

    บทความและความรู้ต่างๆ โดยเขียนจากความรู้ความเข้าใจ กลั่นกรองจากประสบการณ์ของทีมงานเราเองครับ

    กล้องวงจรปิดใช้งานยากมั้ย...กลัวซื้อไปแล้วใช้ไม่เป็น

    ลูกค้าโทรมาถามบ่อยๆ ว่าเครื่องใช้งานยากมั้ย..กลัวจะใช้ไม่เป็น, กลัวอ่านไม่ออก, กลัวใช้ยาก

    ผมจะอธิบายการใช้งานหน้าเครื่อง (หมายถึงการควบคุม, การเล่นผ่านเครื่องบันทึก) เพราะว่าการควบคุมผ่านเครื่องบันทึกนี้จะสามารถรวบคุมได้เต็มความสามารถขอเครื่อง
    โอเคเริ่มกันเลย
    การใช้งานหน้าเครื่อง จะประกอบได้ด้วย 3 โหมดใหญ่ๆ คือ
    1.การดูภาพสด
    2.การดูภาพย้อนหลัง
    3.การดึงภาพที่ต้องการออกมา
    การควบคุมหน้าเครื่องมี 3 วิธี
    1.ใช้ remote แต่ผมไม่แนะนำ เพราะว่าใช้ยากปุ่มเยอะ เข้าใจยาก
    2.การกดที่หน้าเครื่อง อันนี้ก็กดยาก ปุ่มน้อยไป -_-"
    3.ใช้เม้าส์ ผมจะแนะนำให้ลูกค้าใช้แบบนี้ เพราะง่ายที่สุด ไวที่สุด
    หากเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วเมื่อพร้อมใช้งานแล้ว มันจะถามรหัสผ่านค่าจากโรงงานคือ "ศูนย์สี่ตัว" เสร็จแล้วกด Enter
    โหมดการดูภาพสด
    การดูภาพสดจะเป็นโหมดหลักของเครื่อง
    ภาพสดจะสามารถแสดงทุกกล้องพร้อมๆกัน (สูงสุด 16 กล้อง)ในหนึ่งหน้าจอ หรือจะสามารถแสดงผลทีละกล้องก็ได้
    หากต้องการให้แสดงภาพทีละกล้องเต็มจอก็เอาเม้าส์ไปชี้กล้องที่สนใจแล้วคลิ๊กซ้าย หากต้องการดูภาพภาพทุกกล้องก็ให้ คลิ๊กซ้ายอีกที  ทำอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ
    สังเกตุที่สัญลักษณ์ สีเขียว...สัญลักษณ์นี้ แสดงว่ามีการบันทึกอยู่......
    เวลา ณ ปัจจุบัน แสดงด้วยสัญลักษณ์สีขาว ด้านบนของขอบจอ.....
    โหมดการดูภาพย้อนหลัง
    คลิ๊กเม้าส์ขวา เพื่อเรียกเมณูหลักของเครื่อง
    การคลิ๊กเม้าส์ขวานี้จะเป็นการเรียกเมณูหลัก ที่ใช้ควบคุม, ตั้งค่าเครื่องทั้งหมด จะต้องผ่านเมณู 6 อันนี้
    ส่วนการเล่นภาพย้อนหลัง ให้เอาเม้าส์ไปชี้ที่เมณูเหตุการณ์...
    จะมีป๊อบอัพเป็หน้าต่างเด้งขึ้นมาก
    ต้องนี้เราจะเห็นเหมือนเป็นปฏิทิน มี เดือน ปี ให้เลือก... ซึ่งตารางจะเป็นสีขาวๆเทาๆ
    เราจะต้องเลือกกล้องที่เราสนใจก่อน ว่าเราต้องการจะดูช่องไหน เมื่อเลือกกล้องที่เราสนใจแล้ว จะมีสีเขียวปรากฏขึ้น สีเขียวนี้มีความหมายว่า  "มีข้อมูล"
    หากเราต้องการวันไหนเอาเม้าส์ไปชี้แล้วคลิ๊กซ้ายเลือก ถัดมา แถบเวลาด้านล่าง เขียน 00.00 -24.00 แสดงแถบเวลาเที่ยงคืน ถึงเที่ยงคืน เราต้องการดูกี่โมงให้เราเม้าส์ไปชี้ที่แถบเวลาแล้วติ๊ก
    ซ้ายเลือก รอสัก 2 วินาที จะมีภาพแสดงเป็นภาพในอดีตขึ้นมา... หากต้องการดูช่องใดให้เต็มจอ ก็เอาเม้าส์ไปชี้ที่ช่องนั้นแล้วคลิ๊กซ้าย...เหมือนกันกับการเล่นภาพสดเลยครับ
    ด้านล่างจะมีวันที่ เวลา ที่เป็นสีเหลือง...สีเหลืองหมายถึงเวลาที่กำลังเล่นภาพอยู่ในอดีต.... ว่ากำลังเล่นภาพของเมื่อไหร่อยู่... ในขณะที่เราเล่นภาพในอดีตอยู่นี้ภาพปัจจุบันก็จะบันทึกอยู่
    ครับไม่ต้องเป็นห่วงครับ
    การเล่นภาพสดนี้เล่นในอัตรา 1: 1 ในหน่วยของเวลา หากไม่ต้องการเสียเวลาดูภาพที่เราไม่ต้องการให้ลาดเม้าส์ลงมาด้านล่างขอบจอ จะมีเมณูปรากฏขึ้น เมณูนี้ จะเหมือนกะเครื่องเล่น DVD
    เลยครับ มีเดินหน้าให้ไวขึ้น rewire ภาพให้ถอยหลัง 4x 8x 16x 32x ได้หมด... หากไม่ต้องการดูภาพแล้วกด Stop เพื่อให้ภาพกลับมาเป็นภาพสดที่เป็นโหมดหลักของเครื่อง
    โหมดการเอาข้อมูลออกมา
    ก่อนอื่นเอา USB ThumbDrive ไปเสียบที่หน้าเครื่อง ในช่องที่ USB ว่างเหลืออีก 1 ช่อง (ไม่สามารถใช้ External Harddisk ได้นะครับ)
    คลิ๊กขวาเข้าเมณูหลักของเครื่อง เลือกระบบคลิ๊กซ้าย...จะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมา
    ให้เราเลือก สำรองผ่าน USB ที่เมณูด้านซ้าย
    ซึ่งเราจะต้องใส่วันที่, เวลา เริ่มต้นที่เราต้องการ ใส่วันที่, เวลา สิ้นสุด และเลือกกล้องที่มีเหตุการณ์ (กล้องที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น) เสร็จแล้วกด สำรองข้อมูล ข้อมูลจะถูกนำไปใส่ไว้ใน USB Thumb
    Drive ทันที...


    ผมจะอธิบายการใช้งานหน้าเครื่อง (หมายถึงการควบคุม, การเล่นผ่านเครื่องบันทึก) เพราะว่าการควบคุมผ่านเครื่องบันทึกนี้จะสามารถรวบคุมได้เต็มความสามารถขอเครื่อง


    การใช้งานหน้าเครื่อง จะประกอบได้ด้วย 3 โหมดใหญ่ๆ คือ 

    1.การดูภาพสด

    2.การดูภาพย้อนหลัง

    3.การดึงภาพที่ต้องการออกมา


    การควบคุมหน้าเครื่องมี 3 วิธี

    1.ใช้ remote แต่ผมไม่แนะนำ เพราะว่าใช้ยากปุ่มเยอะ เข้าใจยาก

    2.การกดที่หน้าเครื่อง อันนี้ก็กดยาก ปุ่มน้อยไป -_-"

    3.ใช้เม้าส์ ผมจะแนะนำให้ลูกค้าใช้แบบนี้ เพราะง่ายที่สุด ไวที่สุด





    หากเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วเมื่อพร้อมใช้งานแล้ว มันจะถามรหัสผ่านค่าจากโรงงานคือ "ศูนย์สี่ตัว" เสร็จแล้วกด Enter


    โหมดการดูภาพสด

    การดูภาพสดจะเป็นโหมดหลักของเครื่อง 

    ภาพสดจะสามารถแสดงทุกกล้องพร้อมๆกัน (สูงสุด 16 กล้อง) ในหนึ่งหน้าจอ หรือจะสามารถแสดงผลทีละกล้องก็ได้


    หากต้องการให้แสดงภาพทีละกล้องเต็มจอก็เอาเม้าส์ไปชี้กล้องที่สนใจแล้วคลิ๊กซ้าย หากต้องการดูภาพภาพทุกกล้องก็ให้ คลิ๊กซ้ายอีกที  ทำอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ


    สังเกตุที่สัญลักษณ์ สีเขียว...สัญลักษณ์นี้ แสดงว่ามีการบันทึกอยู่......

    เวลา ณ ปัจจุบัน แสดงด้วยสัญลักษณ์สีขาว ด้านบนของขอบจอ.....


    โหมดการดูภาพย้อนหลัง

    คลิ๊กเม้าส์ขวา เพื่อเรียกเมณูหลักของเครื่องการคลิ๊กเม้าส์ขวานี้จะเป็นการเรียกเมณูหลัก ที่ใช้ควบคุม, ตั้งค่าเครื่องทั้งหมด จะต้องผ่านเมณู 6 อันนี้

    ส่วนการเล่นภาพย้อนหลัง ให้เอาเม้าส์ไปชี้ที่เมณู "แสดงเหตุการณ์" แล้วคลิ๊กซ้าย...



    จะมีป๊อบอัพเป็หน้าต่างเด้งขึ้นมาก

    ต้องนี้เราจะเห็นเหมือนเป็นปฏิทิน มี เดือน ปี ให้เลือก... ซึ่งตารางจะเป็นสีขาวๆเทาๆ

    เราจะต้องเลือกกล้องที่เราสนใจก่อน ว่าเราต้องการจะดูช่องไหน เมื่อเลือกกล้องที่เราสนใจแล้ว จะมีสีเขียวปรากฏขึ้น สีเขียวนี้มีความหมายว่า  "มีข้อมูล"

    หากเราต้องการวันไหนเอาเม้าส์ไปชี้แล้วคลิ๊กซ้ายเลือก 


    ถัดมา แถบเวลาด้านล่าง เขียน 00.00 -24.00 แสดงแถบเวลาเที่ยงคืน ถึงเที่ยงคืน เราต้องการดูกี่โมงให้เราเม้าส์ไปชี้ที่แถบเวลาแล้วติ๊ก


    ซ้ายเลือก รอสัก 2 วินาที จะมีภาพแสดงเป็นภาพในอดีตขึ้นมา... หากต้องการดูช่องใดให้เต็มจอ ก็เอาเม้าส์ไปชี้ที่ช่องนั้นแล้วคลิ๊กซ้าย...เหมือนกันกับการเล่นภาพสดเลยครับ ... ด้านล่างจะมีวันที่ เวลา ที่เป็นสีเหลือง...สีเหลืองหมายถึงเวลาที่กำลังเล่นภาพอยู่ในอดีต.... ว่ากำลังเล่นภาพของเมื่อไหร่อยู่... ในขณะที่เราเล่นภาพในอดีตอยู่นี้ภาพปัจจุบันก็จะบันทึกอยู่ครับไม่ต้องเป็นห่วงครับ


    การเล่นภาพสดนี้เล่นในอัตรา 1: 1 ในหน่วยของเวลา หากไม่ต้องการเสียเวลาดูภาพที่เราไม่ต้องการให้ลาดเม้าส์ลงมาด้านล่างขอบจอ จะมีเมณูปรากฏขึ้น เมณูนี้ จะเหมือนกะเครื่องเล่น DVD 


    เลยครับ มีเดินหน้าให้ไวขึ้น rewire ภาพให้ถอยหลัง 4x 8x 16x 32x ได้หมด... หากไม่ต้องการดูภาพแล้วกด Stop เพื่อให้ภาพกลับมาเป็นภาพสดที่เป็นโหมดหลักของเครื่อง


    โหมดการเอาข้อมูลออกมา

    ก่อนอื่นเอา USB ThumbDrive ไปเสียบที่หน้าเครื่อง ในช่องที่ USB ว่างเหลืออีก 1 ช่อง (ไม่สามารถใช้ External Harddisk ได้นะครับ)

    คลิ๊กขวาเข้าเมณูหลักของเครื่อง เลือกระบบคลิ๊กซ้าย...จะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมา



    ให้เราเลือก สำรองผ่าน USB ที่เมณูด้านซ้าย

    ซึ่งเราจะต้องใส่วันที่, เวลา เริ่มต้นที่เราต้องการ ใส่วันที่, เวลา สิ้นสุด และเลือกกล้องที่มีเหตุการณ์ (กล้องที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น) เสร็จแล้วกด สำรองข้อมูล 


    ข้อมูลจะถูกนำไปใส่ไว้ใน USB Thumb Drive ทันที...


    ปล. ทั้งนี้เราสามารถเปลี่ยนภาษาให้เป็นภาษาที่เราถนัดได้ หลากหลายภาษา


    ไอ่ชิพ "โซนี่ " เนี่ย (Chip SONY)...มันคืออะไร??


    มีลูกค้าชอบโทรมาถามว่า "มีกล้องวงจรปิด โซนี่มั้ยคะ"ถามกันจังโซนี่เนี่ย.....

    รู้มั้ยครับว่า "กล้องโซนี่" กับ "ชิพโซนี่" เนี่ยมันคนละตัวกันอย่างแรง!

    กล้องโซนี่ มันก็คือกล้องที่ขายเป็นกล้องที่แปะ brand Sony ที่ตัวกล้องดูรูปข้างล่าง อย่างเงี้ย เค้าเรียกว่ากล้อง Sony


    ผมไม่ได้พิมพ์ผิดครับ กล้องโซนี่ราคาตัวละ $7,700  USD x 30 บาท เท่ากับ สองแสนสามหมื่นหนึ่งพันบาท เป็นกล้อง Speed dome ที่ก้มเงยซ้ายขวาได้ ไม่ได้ราคาตัวละหมื่นว่าบาทอย่างที่เข้าใจกัน!




    "อ้าวเฮ้ย แล้วที่ไอ่ชิพโซนี่ที่มันขายกันโครมๆ ตัวละพันสองพันนั่นมันอะไรกัน?"


    อธิบายก่อนว่า แผงวงจรของกล้อง CCTV นั้นจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ คือฉากรับภาพ (Image sensor) และ ตัวประมวลผล (DSP , Chip)


         ชนิดของ Image sensor นั้นมีอยู่สองแบบคือ CCD และ CMOS ซึ่งเดี๋ยวนี้ CMOS ไม่ค่อยได้ครับความนิยมแล้วเนื่องจาก CCD ให้ภาพที่สวยกว่า (noise ต่ำ) ในราคาที่ถูกว่า CMOS มาก ทำให้เราเรียก CCD แทนคำว่า Image sensor นั่นเอง ซึ่ง Image sensor นี้จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่คอยรับแสงเข้ามาภายในตัวกล้อง ซึ่งแต่ละพิกเซลของ Sensor จะทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนค่าแสงเป็นสัญญาณอนาล็อก ส่งเข้าสู่วงจรเปลี่ยนค่าอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลอีกที โดยในปัจจุบันก็จะมีหลากหลายยี่ห้อ อาทิเช่น Sony, Sharp, Panasonic และยังมีขนาดต่างๆ เช่น 1/2, 1/3, 1/4 (ขนาดยิ่งใหญ่ยิ่งแพง)


         หน่วยประมวลผลภาพ หรือ DSP (Digital Signature Processing) หรือที่เราเรียกว่า ชิพ....ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ ทำหน้าที่ประมวลผลภาพที่ได้รับมาจากตัว CCD ของกล้อง คือเป็นตัวคำนวนข้อมูลที่ได้รับจาก CCD ,ทำการควบคุมคุณภาพของภาพให้คงที่ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีของ DSP ก็จะแตกต่างๆกันออกไปในแต่ละผู้พัฒนา (ก็เหมือนในคอมพิวเตอร์ก็จะมี AMD กับ Intel นั่นแหละ)


    (ซึ่งมันก็ไม่ได้หมายความว่า หากใช้ Image sensor ของโซนี่ แล้วจะใช้ชิพของ sonyด้วย....คนขายส่วนใหญ่ก็มั่ว...ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า CCD กับ ชิพ มันคนละตัวกันเชื่อมั้ย....) เวลาเสนอราคา/ตอนนำเสนอก็เลยเสนอมั่วๆงง ผมอ่านในเวปอื่นๆ เห็นเขียนบรรยายอย่างดี แต่เค้าเข้าใจผิดหมดเลย ซึ่งมีหลายเวปมากๆ


    ฉะนั้น เข้าใจกันเสียใหม่ว่าหากเค้าเขียนว่า

    "กล้อง Infrared  Fix Lens Type Camera Lens 1/3 inch SONY CCD" ==> กล้องนี้ เค้าใช้ CCD ที่ผลิตโดยโซนี่ "ไม่ใช่กล้องยี่ห้อโซนี่"

    "ชิป : Sony CCD 1/3" ====> กล้องนี้ เค้าใช้ CCD ที่ผลิตโดยโซนี่ และชิพโดยโซนี่ "ไม่ใช่กล้องยี่ห้อโซนี่"



    "อ้าวงง มีงี้ด้วยเหรอ นึกว่า Sony ทำเอง" ...โซนี่เก่ง แต่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง บางอย่างจึงต้องให้คนอื่นทำเนื่องจากว่าคนอื่นอาจจะมีต้นทุนที่ดีกว่า, ฯลฯ

    มันก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เครื่องนึง...สมมุติว่าเป็น Dell .... คุณคิดว่า Dell เป็นคนผลิตเองทุกชิ้นส่วนหรือเปล่า?

    ใช่ครับผลิตเองแต่ไม่ทั้งหมด "ผู้ผลิต" แค่บางส่วน แต่งานหลักคือการประกอบและสร้างแบรนด์ เท่านั้น....Dellจะเอาส่วนประกอบต่างๆ จากผู้ผลิตมาประกอบยำๆกันอีกทีนึง เช่น CPU จาก Intel, Key board จาก Logitech, Harddisk จาก Seagate, จอจาก LG.....แต่เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกขายภายใต้แบรนด์ของ Dell โอเคไหม....

    ซึ่ง Sony,หรือ Sharp เองก็เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ที่จะผลิต Chip เพื่อป้อนให้กับโรงงานเอาไปประกอบเป็นกล้องแต่ละยี่ห้อไงครับ


    แล้วทำไมคนขายต้องอ้างว่าใช้ชิพอะไรล่ะ.....เพราะชิพแต่ละยี่ห้อมันมีความแตกต่างกันของภาพที่ได้ ซึ่งโซนี่ทำได้ดี,สีสวย,ภาพคมกว่ายี่ห้ออื่น และที่สำคัญคือ ยี่ห้อมันติดตลาดไงครับ คนจึงนิยมอ้างยี่ห้อโซนี่กัน
    แล้วทำไมกล้องยี่ห้อดังเค้าไม่อ้างว่าเค้าใช้ชิพอะไรล่ะ อย่าง Bosch,Pleco, Panasonic เค้าไม่เห็นอ้างว่าใช้ชิพยี่ห้ออะไรเลย...


    ผมเปรียบเทียบครับ หากมีคนมาแนะนำตัวสองคน


    คนที่แรกแนะนำตัวว่า...ผมเถ้าแก่น้อย....ไม่มีใครถามต่อหรอกครับ ว่าเถ้าแก่น้อยเป็นใคร มีความสามารถอย่างไร ลูกเต้าเหล่าใคร เก่งแค่ไหน....

    คนที่สองแนะนำตัวว่า..ผมชื่อออฟ... (ออฟไหนวะ?) เป็นเจ้าหน้าที่เรื่องกล้องวงจรปิด ขายกล้องมา 6 ปี เซอร์วิสดี โทรตามเจอตลอด ฯลฯ

    สองคนนี้ความน่าเชื่อถือต่างกัน ขนาด "ออฟ" ขนาดบรรยายสรรพคุณไปเยอะก็ยังไม่น่าเชื่อถือเถ้าแก่น้อย ทำให้เวลาขายของ,เวลานำเสนอแบนด์ที่ด้อยกว่าจึงต้องหาแบรนด์ที่มาช่วยอ้างอิงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ มันจึงทำให้ขายกล้องโนเนมได้ง่ายขึ้นไงครับ  

    กล้องวงจรปิดทุกวันนี้ก็มีเจ้าของแบรนด์เป็นคนไทยก็ ก็ไปจ้างเมืองจีนผลิตแล้วแปะแบรนด์ตัวเองเข้าไปเยอะมากๆๆๆ เมื่อตัวเองไม่มีจุดขายแบรนด์ไม่น่าเชื่อถือก็ต้องดึง Sony มาอ้างอิงครับ..... 


    ยี่ห้อดัง เค้าจะไม่อ้างว่าตัวเองใช้ชิพยี่ห้ออะไร เพราะแบรนด์เค้าดังอยู่แล้วครับ

    ทำไมต้องร้อยท่อ?

    ลูกค้าบางรายถามว่าทำไมต้องร้อยท่อ?


    1.เพราะท่อสามารถกันสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่มีคลื่นแทรกทำให้ภาพที่ได้ไม่เป็นภาพลายๆ

    2.เพราะบางสถานที่มีสัตว์มาก และกล้องเรามีอินฟาเรท พอมีอินฟาเรทก็มีความร้อน หาเราเดินสายเข้าไปในที่หนูเดินผ่านมันจะกัดสายเราเอาได้


    ภาพนี้คงไม่ต้องบรรยายเลย ว่าเจ้าหนูมั่นเขี้ยวขนาดไหน

    หนูกัดสายไม่อยู่ในประกันนะครับ

    กล้องวงจรปิด CCTV ยี่ห้ออะไรดี?

    กล้องวงจรปิดยี่ห้อไรดี....???  น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อเราอยากจะติดกล้องวงจรปิด


    ยี่ห้อของกล้องวงจรปิดที่เราเห็นๆกันตามบ้านเราส่วนใหญ่นั้นเป็นยี่ห้อ OEM แทบทั้งสิ้น...คือเป็นยี่ห้อที่ผู้นำเข้าไปจ้างเค้าผลิต แล้วเอาตราสินค้าตัวเองมาแปะเข้าไป....


    เนื่องมากจากว่าต่างประเทศมีต้นทุนการผลิต และเทคโนโลยีในการผลิตที่ได้เปรียบกว่า...


    ก่อนอื่น ผมจะแบ่งกลู่มสินค้า เป็นพวกๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดๆก่อนนะครับ




    เอากลุ่มแรกก่อนละครับ สินค้ายุโรป ก็เป็นพวกแบรนด์ Pleco, Bosch

          อันนี้เขาใช้กันในที่ที่ "งบไม่อั้น" เช่น สนามบิน ท่าเรือ โรงกลั่น หรือในที่ที่ซีเรียส คืออัตราการเสียต้องแทบไม่มี หรือมีไม่ได้เลย...งงสิครับว่าทำไม....ลองนึกภาพว่ากล้องวงจรปิดที่สนามบินเสีย ไม่ต้องถึงขนาดที่ runway แล้วต้องเอารถเครนขึ้นไปแก้นะครับ เอาแค่ตรง terminal ก็พอ... ต้องกั้นพื้นที่ ต้องเอารถเครนตักคนขึ้นไปแกะลงมา เสร็จแล้วเอากลับขึ้นไปติดใหม่ เคาเตอร์ที่ต้องปิด.. ค่าเสียโอกาสที่ตามมาอีก...พวกนี้ถึงต้องใช้ของที่มีความสเถียรสูงครับ แต่ก็ต้องยอมแลกกับค่าตัวที่แพงเอาเรื่องเลยละครับ...


    อันต่อมาครับ สินค้าญี่ปุ่น ก็เป็นพวกแบรนด์ Sony, Sanyo, Panasonic, Samsung

          อันนี้คนที่มีงบหน่อยก็เลือกใช้กัน เพราะงานประกอบค่อนข้างดี และมีคุณภาพที่เชื่อถือได้...ก็นะครับ งานญี่ปุ่น ก็รู้ๆกันอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ก็ย้ายฐานการผลิตไปที่จีนหมดแล้ว แต่อย่างไรซะเจ้าของแบรนด์เค้าก็มีขั้นตอน QC ที่เข้มงวดอยู่แม้ว่าจะผลิตที่จีนก็ตาม..(แต่ก็ไม่เท่าที่ทำในญี่ปุ่นอยู่ดี) แบรนด์พวกนี้งานดีครับ จับดูก็รู้เลย ต่างกับอีกสองแบบข้างล่าง ทั้งน้ำหนัก วัสดุ และงานประกอบ


    อันที่สาม ตลาดไต้หวัน ก็เป็นพวกแบรนด์ AVTech, HIKVision, Dahua

            อันนี้ภูมิใจนำเสนอ เนื่องจากว่าราคาไม่แพงเวอร์ และคุณภาพก็ใช้งานได้...คือมันสมเหตุสมผล คือ หากเป็นงานที่ไม่ซีเรียส เช่นพวกธนาคาร, ร้านทอง, อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเสี่ยงสูง หรือเฝ้าระวังทรัพย์สินมูลค่ามากๆ (แบบว่าม๊ากมาก) ก็แนะนำให้ใช้แบบนี้มากกว่า คือมันจะแพงกว่าของจีนนิดหน่อยครับ แค่หลักร้อย แต่ว่าอยู่ทนกว่าและภาพก็สวยกว่าของห่วยๆของจีนเยอะครับ


    สุดท้าย ตลาดจีน ก็เป็นพวกแบรนด์ ที่ไม่ได้เอ่ยมาเพราะว่าเยอะมาก....

          อันนี้เอาราคาดีอย่างเดียว เรียกว่าขายทิ้งเอาปริมาณไม่เน้น service คุณภาพของภาพก็ไม่สวย ไม่ชัด และใช้ได้ไม่นาน งานประกอบและวัสดุก็ไม่ได้เรื่อง เสียเยอะมาก...น่ารำคาญเป็นที่สุด ดีอย่างเดียวคือถูก..

          เดี๋ยวนี้มีโรงงานที่จีนรับผลิตและปั๊มตราให้ตามที่มีออเดอร์...คืออยากได้ยี่ห้ออะไร สั่งได้เลย ยี่ห้อในบ้านเรามันถึงเยอะมากๆเป็นร้อยๆแบรนด์....ร้านบ้านแถวๆบ้านหม้อเขาก็ทำแบบนี้แหละ แล้วแปะตราเอา...แต่ละ lot ที่สั่งเข้ามาก็คุณภาพไม่เท่ากัน โมเดลเดียวกันโรงงานเดียวกันหรือเปล่ายังไม่รู้เลย


          แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าตราสินค้านี้ OEM มา....เช็คง่ายๆครับ เข้า google .... แล้ว search หาเลยครับว่าในหน้าต่างประเทศนี้มียี่ห้อนี้มั้ย ต่างประเทศเค้าพูดถึงกันมั้ย...หรือว่ามีแต่ในประเทศไทย... ง่ายมั้ยครับ


    ผมแนะนำว่าหากจะเลือกไปติดตั้งให้เลือกตั้งแต่ของไต้หวันขึ้นไปครับ เพราะ "ติดแล้วจบ"


        ทีนี้เวลาเลือกมันขึ้นอยู่กับว่า เราเอากล้องไปใช้งานในลักษณะไหน หากกล้องเสียในเวลาที่คับขันได้มั้ย สินทรัพย์ที่เราเฝ้าระวังมีค่าแค่ไหน หากกล้องเสียแล้วต้องลางาน มาเฝ้างานช่างบ่อยได้มั้ย จริงๆแล้วมันอยู่ที่ว่าเวลาของเรา (เจ้าของบ้าน) มีค่าแค่ไหน...จริงไหมครับ



    IP Camera มันดีอย่างไร เมื่อไหร่ควรใช้ระบบ IP เมื่อไหร่ควรใช้ระบบ HD?

           ระยะหลังมานี้ กล้อง Ip Camera เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ  ยี่ห้อก็มีให้เลือกหลายหลาย 


           หลายๆคนคงสงสัยว่า " IP Camera มันดีอย่างไร เมื่อไหร่ควรใช้ระบบ IP เมื่อไหร่ควรใช้ระบบ HD?"


    บทความของผมเขียน ณ วันนี้ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 นะครับ 
    เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไป ราคาก็จะเปลี่ยนไปนะครับ..."Half Price Twice Performance" 

    ตามกฏของ Moore's law เจ้าพ่อวงการคอมพิวเตอร์ จาก INTEL..


    มาเริ่มเรื่องของเราดีกว่า...


    เมื่อไหร่ควรใช้ IP ผมสรุปอย่างนี้ครับ


    1. เมื่อต้องการติดกล้อง 1 - 2 ตัว

         เนื่องจากว่าการติดตั้งระบบ Analog หรือ HD แบบธรรมดาที่ขายๆกันอยู่ทั่วๆไป จะมีต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ เครื่องบันทึก 4 Channel ไม่ว่าคุณจะใช้กล้อง 1 ตัวคุณก็ต้องซื้อ เครื่องบันทึก 4 Channel เพราะเป็น เครื่องบันทึก 4 Channel นี้รองรับกล้องได้น้อยที่สุดที่มีการผลิตแล้ว (channel ไม่ได้ใช้ก็ปล่อยให้ว่างได้) อีกทั้งต้องซื้อ Hardisk, กล้อง และ สาย สัญญาณ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุน ที่สูงสำหรับการติดกล้องแค่ 1 ตัว...คือพูดให้เข้าใจง่ายว่า จะซื้อติดกล้อง 1 ตัวก็ต้องใช้ เครื่องบันทึก 4 Channel....เพราะ เครื่อง 1 Channel ไม่มีขาย ต่อให้มีขายราคาก็ไม่ได้ต่างจาก 4 Channel มากนัก... เพราะกล้อง IP สามารถต่อเข้ากับ Switch hub เข้าสู่ network โดยไม่ต้องผ่านเครื่องบันทึก (หากไม่ต้องการบันทึก) เลยทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง



    2.เมื่อต้องการใช้กล้องจำนวนมาก และตำแหน่งที่ติดกระจัดกระจาย เดินสายระยะไกล


         เช่น ต้องการติดกล้องในโรงงาน  32 ตัว แต่ต้องการตั้งเครื่องบันทึกใน ออฟฟิสเจ้านายที่อยู่ห่างออกไป 3 กิโล 

    ซึ่งงานลักษณะนี้ การใช้กล้อง IP จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะสามารถเดินสาย Fiber Optic เพียงเส้นเดียวมาหาที่ออฟฟิสได้ หากเป็นระบบ HD จะต้องเดินสายกล้อง 32 เส้น ในระยะไกลจะมีต้นทุนค่าแรงและค่าอุปกรณ์ ที่สูงมาก ซึ่งงานลักษณะนี้ อุปกรณ์กล้อง IP มีราคาสูงกว่า แต่งานระบบค่าแรง,ค่าอุปกรณ์ จะต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้งบประมาณโดยรวมแล้วกล้อง IP จะต่ำกว่าในงาน ระบบใหญ่ๆ




    3.งานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง

         ข้อดีขอระบ IP ข้อนึงที่โดดเด่นคือ ความยืดหยุ่นสูงมาก เช่น เราสามารถใช้เครื่องบันทึกหลายๆตำแหน่ง โดยลิงค์สายแลนด์ แค่เส้นเดียว เช่น ในโรงงานติดกล้อง 100 ตัวทั้งภายนอก/ภายใน/รอบๆโรงงาน เราสามารถดึง สาย LAN แค่เส้นเดียว ไปที่ป้อมยามให้รปภ.ดูกล้องเฉาะภายนอกได้(สามารถเลือกกล้องได้ว่าจะให้ดูกล้องใด ไม่ให้ดูกล้องใด) อีกทั้ง สามารถตั้งเครื่องบันทึกที่ห้อง Server เพื่อบันทึกภาพทั้งหมด, สามารถเพิ่ม เครื่องบันทึกที่ฝ่ายผลิต โดยให้ผู้จัดการฝ่ายผลิตดูกล้องเฉพาะกล้องในฝ่ายผลิตเท่านั้นได้ ซึ่งแต่ละเครื่องจะทำงานแยกอิสระ ต่อกัน สามารถเลือกกล้องดูภาพแต่ละกล้องได้โดยหน้าจอไม่ดึงกัน


    จากรูป เราสามารถดึงกล้องบาง(ตัวที่เราต้องการ)ให้รปภ.ที่อยู่ด้านล่างเห็นได้ โดยไม่เกี่ยวกับการบันทึกหรือการดูภาพด้านบนที่ห้อง control ใดๆเลยๆ ซึ่งรปภ. สามารถคลิ๊กเลือก ดูช่องได้อิสระตามที่เค้าต้องการ





    4.เมื่อต้องการความคมชัดที่สูง

         แม้ว่ากล้อง HD และกล้อง IP จะมีจำนวน Pixel ที่เท่ากัน แต่ความคมชัดของภาพที่ได้ จะไม่เท่ากัน เนื่องจากว่ากล้อง HD จะมีการบีบอัด เพื่อส่งสัญญาณ เข้าไปในสาย RG6(สาย Analog) ซึ่งทำให้สูญเสียความคมชัดไป แต่กล้อง IP ไม่มีการบีบอีดแปลงสัญญาณ ทำให้กล้อง IP มีความคมชัดที่มากกว่า แม้ว่า จะมีจำนวน Pixel ที่เท่ากันครับ





      

    จะทำให้ CCTV ดูผ่าน Internet ต้องทำไงบ้าง?

    ชอบมีลูกค้า (และไม่ใช่ลูกค้า)โทรมาถามผมว่า ทำไมดูผ่าน internet ไม่ได้?

         ถ้าจะตอบแบบกวนๆ....ก็เพราะคนที่ไปติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ท่าน ไม่ได้เข้าใจว่าระบบการดูผ่านอินเตอร์เน็ทมีหลักในการทำงานทำอย่างไร รู้เพียงแต่ว่า "บริษัทสอนให้ทำอย่างนี้ แล้วก็อย่างนี้" เวลาที่เกิดปัญหาขึ้นจึงไม่สามารถวิเคราะห์ และแก้ปัญหาในเชิงบูรณาการได้ เพราะไม่มีทฤษฎีอยู่ในหัว...ที่ทำได้เพราะรู้ว่า "ต้องทำอย่างนี้ แล้วก็อย่างนี้" เวลาเกิดปัญหาขึ้นก็ "แป๊ก" ไปต่อไม่ได้ และก็ทิ้งลูกค้าไปในที่สุด....

         ผมเอาทฤษฎีมาเล่าแบบ ให้อ่านง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ แบบชาวบ้าน เพราะผมไม่คาดหวังว่าผู้ที่อ่านจะเอาไปติดตั้งเองได้เพราะเวลาทำงานจริงๆมีรายละเอียดที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่เขียนอธิบายที่จะเล่าด้านล่างนี้ ผมเพียงคาดหวังว่า ท่านจะเข้าใจในหลักการของการทำงาน เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมว่ามันมีวิธีในการทำงานอย่างไร

         ก่อนอื่นต้องเล่าว่าเวลาที่คอมพิวเตอร์เราต่ออินเตอร์เน็ทนั้น เราได้ได้ตัวเลขชุดนึงมาจากผู้ให้บริการ เราเรียกตัวเลขนี้ว่า "IP" และเรียกผู้ให้บริการว่า "ISP" IPนี้ เปรียบเสมือนเลขที่บ้านของคอมพิวเตอร์ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่ออินเตอร์เน็ทเราจะต้องได้ IP จาก ISP เสมอ

    ปัญหาคือ IP ที่ใช้กันอยู่นี้ไม่เพียงพอต่อการใช้งานบนโลกใบนี้ ทำให้ IP ที่ว่านี้ต้องถูกใช้วนๆกันไปกับคนอื่นๆ

         หมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปิดเครื่อง IP ที่เราเคยใช้ก็จะถูกนำไปให้คนอื่นใช้ เมื่อเราเปิดเครื่อง เราก็จะได้ IP ใหม่มา เป็นอย่างนี้ตลอด...หมุนเวียนกันไป


    IP ที่ว่านี้ทำหน้าที่เหมือนเลขที่บ้าน ใครมาหาเราก็ต้องดูเลขที่บ้านเป็นหลัก เมื่อ IP เปลี่ยนไปเพื่อนๆเราจะมาหาเราได้อย่างไรเมื่อเลขที่บ้านเปลี่ยนไป?..... แล้ว IP ที่เลขเดิมตลอดไม่เปลี่ยนมีมั้ยล่ะ? ก่อนตอบขอเล่าให้ฟังก่อน....

    IP มีอยู่สองแบบคือ

         1. Static IP คือ IP ที่ได้เลขตัวเดิมตลอด เอาไว้ทำงานกับ Server หรือองค์กรขนาดใหญ่ แต่ว่าต้องจ่ายค่าล็อก IP ให้ไม่เปลี่ยน (หลายหมื่นต่อเดือน)

         2. Dynamic IP คือ IP ที่เปลี่ยนตลอดทุกทั้งที่ต่ออินเตอร์เน็ท ที่กล่าวไปแล้วด้านบน... เป็น IP สำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วๆไป ข้อดีคือถูก....

        

         การใช้ Dynamic IP เล่นอินเตอร์เน็ททั่วไปก็ไม่มีปัญหาเพราะการที่ท่านเล่นอินเตอร์เน็ทมันคล้ายๆกับท่านออกจากบ้านของท่านไปเคาะประตูบ้านคนอื่นเขาเพื่อเอาข้อมูล... คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบ้านท่านอยู่ที่ไหนครับเพราะท่านไปหาเขา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนอื่นจะมาเอาข้อมูลที่บ้านท่าน เขาก็จำเป็นต้องทราบว่าบ้านท่านอยู่ที่ไหนถูกไหมครับ ที่นี้ปัญหาก็เกิดขึ้นละ เพราะเลขที่บ้านท่านเปลี่ยนตลอด แล้วใครจะไปหาเจอฟะ?

         การที่ท่านจะดูกล้องวงจรปิดนี้เองจึงเปรียบเสมือนท่านต้องการเอาข้อมูลจากคนอื่น (เพราะท่านอยู่นอกบ้าน แต่ต้องการเอาข้อมูลในบ้าน) แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้บ้านใช้เลขที่บ้านอะไรอยู่? หากไม่รู้เลขที่บ้าน ก็ไม่มีทางหากันเจอจริงมะ?....ขอเบรคตรงนี้ไว้ก่อน


         การที่จะดูกล้องผ่านอินเตอร์เน็ท มันก็ต้องมีการส่งของมูล (upload)และการรับข้อมูล(download) หมายความว่า สถานที่ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดก็ต้องมีอินเตอร์เน็ท และต้องต่อระบบกล้องวงจรปิดเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ทด้วย.. มันก็เหมือนกับ ถ้าบ้านเราต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะต้องเชื่อสายไฟในบ้านเข้ากับสายไฟเส้นหลักที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคลากสายไฟฟ้ามาให้เราที่หน้าบ้านนั่นเอง และทั้งนี้ทั้งนั้นคอมพิวเตอร์ที่ต้องการจะดูผ่านอินเตอร์เน็ทก็ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทด้วยเช่นกัน

         สรุปเอาเป็นว่าอุปกรณ์บันทึกก็ต้องต่อเน็ท...คอมหรือมือถือที่ต้องการใช้ดูก็ต้องต่อเน็ท ต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อนโอเคไหม?

         มาเล่าต่อมาเรื่องเลขที่บ้าน (IP) ที่เปลี่ยนไป-เปลี่ยนมาตลอด แล้วจะหากันเจอได้ไง...ก็มีคนหัวใสเปิดให้บริการตรวจหาเลขที่บ้านขึ้นที่บ้านกำนัน (DNS Server) ขึ้นมา เพื่อบอกว่าหากใครมาหาบ้านของใครก็ตามในหมู่บ้านหากไม่รู้ว่าตอนนี้ใช้เลขที่บ้านอะไรก็ให้มาสอบถามได้ที่บ้านกำนันนะจะได้หากันเจอไม่หลง..... เช่นหากต้องการหาบ้านอาจารย์ยิ่งสักข์....ตอนนี้เปลี่ยนเลขที่บ้านไปเป็น 123.159.15.12 แล้วนะยกตัวอย่างตามตารางด้านล่าง ไม่รู้ว่าพอเข้าใจไหม

    ชื่อบ้าน (Hostname)
    เลขที่บ้านปัจจุบัน (IP)
    บ้านอาจารย์ยิ่งสักข์ 123.159.15.12
    บ้านนายก 125.2.235.158
    บ้านกำนันแม้น 55.369.256.147

     

          ถ้าอธิบายให้อิงหลักวิชาการสักหน่อยก็จะต้องบอกว่า ในเมื่อ IP เปลี่ยนไป เราต้องไปสมัครใช้บริการฝากเลขที่ IP ที่เปลี่ยนไปกับผู้ให้บริการอย่างเช่น DNYDNS.COM เพื่อเวลาที่เราต้องการติดต่อกับเครื่องเรา แค่เราพิมพ์ hostname ที่จดทะเบียนไว้เช่น linkmastercorp.dyndns.org:888 มันก็จะวิ่งไปหาเลยว่าตอนนี้เราใช้ IP อะไรอยู่โดยอัตโนมัติ (เพราะเขามีข้อมูลที่ update กันตลอดเวลา)..เพื่อที่จะติดต่อกับ Router ให้ได้...ที่นี้ในทางเทคนิดเราต้อง setup ค่าให้กับ router เพื่อให้ส่งค่า IP ของ router ไปเก็บไว้ที่เซิรฟ์เวอร์ทุกครั้งที่ค่า IP เปลียนไป...บริการมีทั้งฟรี (นานๆทำทีก็ไม่ได้จ่ายตังค์เหมือนราชการ) หรือแบบจ่ายเงินเป็นรายปี (อันนี้เหมือนเอกชน กระตือรือล้นมาก เพราะได้ตัง..) ก็แล้วแต่ความคาดหวังของท่านละครับว่าต้องการขนาดไหน อยากได้แบบไหน แนะนำให้สมัครบริการแบบเสียเงินเพราะว่าเสถียรกว่าเยอะครับ..

     

    ทีนี้พอติดต่อกับ Router ได้แล้วไงต่อ?

         ภาพบนสุดในวงสีส้มคือวงแลน มีอุปกรณ์หลายอย่างแล้วจะทราบได้อย่างไรว่า คำสั่งที่เข้ามาต้องการติดต่อกับเครื่องไหน?
    ให้เข้าใจง่ายคือพอเรารู้เลขที่บ้านแล้ว เราก็ไปถูกแล้ว แต่ในบ้านมีหลายคนหลายคน เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้องติดต่อห้องไหน? จะเดินเคาะทุกห้องก็ใช่ที่
    ....ในทางเทคนิกเราเรียกว่าการ "Forward port" คือ ถ้ามาหานายดำให้ใส่เสื้อสีดำและก็ต้องขึ้นไปชั้นสองห้องแรกประตูทางขวาเป็นต้น การ forward port นี้เราต้องทำการ setup ที่ router เพราะว่าเป็นเรื่องภายในวงแลนแล้ว..เรียกว่าเป็นเรื่องภายในบ้าน.... ยกตัวอย่างให้ดูในรูปด้านล่าง

    แค่นี้แหละครับ หลักการคร่าวแบบไม่สามารถปฏิบัติเองได้ ฮ่าๆ (แล้วจะเขียนทำไมฟะ) ไม่รู้ว่าการอธิบายแบบให้เข้าใจง่ายๆของผมท่านจะเข้าใจกันหรือเปล่าก็ไม่รู้...แต่ถ้าไม่เคยทำก็ไม่แนะนำให้ทำเองครับ มันค่อนข้างหลายขั้นตอน และมีหลายปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ดูผ่าน อินเตอร์เน็ทไม่ได้ เอาเป็นว่า เรียกใช้บริการกับทางบริษ้ทลิงค์มาสเตอร์ดีกว่าครับ ง่ายและไม่แพง....อิอิ

     

    เอาเลนส์มุมกว้างมาติดใกล้ๆ กับ เอาเลนส์มุมแคบ(เทเล) ส่องจากๆไกลๆ ภาพที่ได้เหมือนกันมั้ย?

    ไปเจอลูกค้าบางท่านอยากติดกล้องที่เลนส์มีทางยาวโฟกัสสูงๆ ที่เรียกว่าเลนส์เทเล (ลูกค้าชอบเรียกเลนส์ซูม) ทั้งๆที่เราสามารถติดกล้องมาตราฐานในตำแหน่งอื่นๆได้


    สำหรับกล้องวงจรปิดถามผมว่าดีมั้ย...ผมว่า "ไม่" เพราะอะไร?


    ก่อนอืนใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความว่า  "เลนส์เลือกอย่างไร" ให้ไปอ่านก่อนจะได้เข้าใจพื้นฐานตรงกัน


    1. perspective ของเลนส์เทเลจะแคบ ทำให้ภาพสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่ที่เราจะได้ภาพแคบลง

    ภาพข้างล่างแสดงให้เห็นว่าเลนส์แต่ละช่วงความยาวโฟกัส จะให้ภาพที่ได้แตกต่างกันอย่างไร

    สิ่งที่เราทำไป..เราเปลี่ยนเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างๆกัน และเลื่อนตำแหน่งกล้อง เข้า-ออก เพื่อให้เก้าอี้มีขนาดภายในภาพเท่าเดิม แล้วดูว่ามุมมองศาของภาพที่ได้แตกต่างกันอย่างไร? (เราไม่ได้เลื่อนวัตถุภาพในภาพ หรือเก้าอื้เลยนะครับ)

    ภาพข้างบนจะเห็นได้ว่า ขนาดวัตถุที่เราสนใจ(เก้าอี้)มีขนาดเท่าเดิม แต่ความกว้างของฉากหลัง (ฉากหลังในที่นี้หมายถึงวัตถุภายในภาพที่ไม่ใช่เก้าอี้) จะไม่เท่ากันหากเปลี่ยนเลนส์...

    สรุปคือ

    ยิ่งใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสน้อย (เลนส์ Wide) ก็จะยิ่งได้ฉากหลังที่กว้าง

    ยิ่งใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสสูง (เลนส์ Tele) ก็จะยิ่งได้ฉากหลังที่แคบ


    ยิ่งใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสน้อย (เลนส์ Wide) ฉากหลังจะถูกดันออกไปให้ไกลกว่าปกติ

    ยิ่งใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสสูง (เลนส์ Tele) ฉากหลังจะถูกดึงเข้ามาให้ใกล้กว่าปกติ


    ดูรูปประกอบจะได้เข้าใจมากขึ้น


    2. ช่วงของความคมชัดลดแคบลง ช่างภาพเรียกว่าชัดตื้น ซึ่งกล้องวงจรปิดต้องการภาพ "ชัดลึก" เพราะต้องการให้ชัดตลอดช่วง

        เปรียบเทียบภาพที่ 1 ฉากหลังจะชัดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ 4 ฉากหลังจะมีความเบลอให้เห็น


    3. หากกล้องมีการสั่นสะเทือน จะเกิดอาการเบลอได้ง่ายกว่า

        เหมือนกับเวลาที่เราส่องกล้องส่องทางไกล (ไม่รู้ตอนเด็กๆเคยเล่นกันไหม)

        หากเรากล้องขยับนิดเดียว ภาพที่เรามองเห็นก็จะขยับไปมากมาย ส่งผลให้ภาพที่ได้เบลอ(ทั้งภาพ)ได้ง่ายกว่าเลนส์ซูม


    4. เลนส์เทเลมีราคาแพงกว่าเลนส์ปกติ


    หากมันไม่ดีกว่า แล้วเค้าผลิตทำออกมาทำไม?


         เค้าทำออกมาเพราะว่างานบางงานเราไม่สามารถจะลากกล้องไปตั้งใกล้ๆกับวัตถุที่เราอยากดูได้มันไม่สะดวก เช่น ประคารอยากดูเรือในทะเล, ไม่สะดวกจะเดินสายไฟ, หากติดกล้องธรรมดา ต้องเดินสายผ่านในที่ของบุคคลอื่น, หากติดกล้องใกล้เกินไปอาจจะเสียงต่อการถูกทำลายได้ เป็นต้น



    โดยปกติเราจะให้ใช้กล้องมาตราฐานก่อน หากไม่ได้จริง ถึงจะให้ใช้ที่มีเลนส์ทางยาวโฟกัสสูงกว่างมาตราฐาน (หากเลือกไม่ได้จริงๆ)


    ฉะนั้นโดยปกติแล้ว งานตามบ้านทั่วไปผมจึงแนะนำกล้องมาตราฐาน (มาตราฐานของกล้องวงจรปิดเป็น lens wide) ให้ลูกค้าก่อน หากไม่สมารถติดกล้องมาตราฐานได้จึงเปลี่ยนกล้องเป็นเลนส์ tele ต่อไปครับ....




    IP Camera (กล้องวงจรปิด ไอพี คือ อะไร)

    กล้องวงจรปิด IP Camera (กล้องไอพี) คืออะไร? ดีมั้ย?


    กล้อง IP Camera คือกล้องวงจรปิดประเภทหนึ่ง ที่รวมความสามารถของกล้องวงจรปิดและความสามารถบางประการของคอมพิวเตอร์เอาไว้ด้วย



    ความสามารถที่ว่าเหมือนกับคอมพิวเตอร์ก็คือความสามารถด้านเครือข่าย IP Cam จะมีเลข IP แยกแต่ละกล้อง (คล้ายๆเลขที่บ้านใช้บอกว่า เครื่องแต่ละเครื่องอยู่ที่ไหนบนระบบเครือข่าย) ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Network ที่บ้าน ที่ออฟฟิส หรือสำนักงานได้ด้วย หากงง....ว่าผมกำลังเล่าเรื่องอะไร แสดงว่าอ่านข้ามขั้น ไปอ่านบทความนี้เพิ่มก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ


    นอกเรื่องนิด กล้อง IP Camera vs webcam

    อย่าเอากล้อง IP Camera ไปรวมกับ Webcam นะครับ มันคนละอย่างกันเลย....เพราะพวก Webcam ต้องทำงานบน OS (operating system) แต่กล้อง IP จะมี firmware ของมันเอง ไม่ต้องเพิ่งใคร


    เนื่องจาก กล้องวงจรปิด IP Camera หรือ กล้อง IP มี IP Address ของตัวเอง ทำให้สามารถเสียบสาย LAN หรือต่อ Wifi ต่อกับ Network ได้เลยครับ (ไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์) ไม่เหมือนกล้อง Web Cam ที่ต้องเชื่อมต่อผ่าน USB port ว่าง่ายๆคือ WebCam ต้องต่อกับคอมพ์เท่านั้นถึงใช้งานได้ และที่สำคัญ สาย USB เดินได้ไม่เกิน 10 เมตรครับ! เดินไกลกว่านั้น จะใช้ไม่ได้เนื่องจากคอมหากล้องไม่เจอ....ไปมันไปเลี้ยงไม่ถึง

    ไม่ต้องคิดเรื่องเอา webcam มาใช้แทนกล้องวงจรปิดนะครับ webcam มันไม่ได้ออกแบบมาให้มันมีความเสถียรและใช้งานได้สะดวกเหมือนกล้องวงจรปิด...กล้องวงจรปิด เค้าออกแบบมาให้มันรองรับการทำงาน 24 ชั่วโมงใช้ร่วมกันทีละหลายๆตัว ส่วน webcam เค้าออกแบบมาให้เล่น camfrog เอ้ยไม่ใช่....เอาออกแบบให้เอาไว้ chat ใช้เดี่ยวๆ ตัวเดียว ใช้ประเดี๋ยวประด๋าว.......คือจะบอกว่าอย่างใช้งานผิดประเภท

    เห็นลูกค้าของเราหลายรายแล้วครับ ตอนแรกอยากจะประหยัดก็เลยเอา webcam มาโมดิฟายเอา...สุดท้ายไม่เวิกร์...ก็โล๊ะทิ้งแล้วมาติดกล้องวงจรปิดแบบเป็นเรื่องเป็นราว เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย......


    นอกจากนี้ กล้องวงจรปิด IP Camera ยังสามารถตั้งค่าให้ ดู Live VDO หรือถ่ายทอดสดผ่าน Web Browser (Internet Explorer) ได้เลยโดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มและไม่ต้องต่อผ่าน NVR เหมือนระบบ Analog ด้วยที่ต้องต่อผ่าน DVR

    ด้วยระบบของ IP มันสามารถต่อขยายตัวบันทึกได้มาก....มากแบบว่าเป็น infinity เลยทีเดียว....(แต่จริงๆจะถูกจำกัดด้วยงบประมาณในกระเป๋าเรามากกว่า) 


    สรุป IP Camera คือกล้องวงจรปิดที่มีการทำงานพื้นฐานอยู่บนระบบเครือข่ายนั่นเอง......."อ้าว..แล้วทำงานบนระบบเครือข่ายมันดีไง?."


    ระบบเครือข่าย แยกออกเป็น 3 รูป แบบ แต่ผมจะอธิบายแค่สองรูปแบบพอ เพราะเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดแค่สองระบบ


    1. เครือข่ายแบบดาว (Star Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างเข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น จุดศูนย์กลางของเครือข่าย

    มันคือระบบกล้องแบบ Analog ที่ต้องเดินสายสัญญาณทุกเส้นวิ่งไปหาที่ DVR ไงครับ คือกล้องทุกตัวต้องมีสายสัญญาณปลายทางอยู่ที่ DVR ในอัตราส่วน 1:1 เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น สำหรับระบบ Analog

        

    2. เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิ้ลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เข้ากับสายเคเบิ้ลในการส่งข้อมูล

    มันคือระบบกล้องแบบ IP Camera โดยที่เราสามารถต่อสายกล้องออกไปได้ โดยต่อเพิ่มจากกล้องตัวที่ใกล้ที่สุดได้ ไม่ต้องเริ่มเดินสายใหม่จาก DVR และสามารถต่อออกไปได้เรื่อย ตามเท่าที่อุปกรณ์สนับสนุน



    ข้อดีของระบบ Analog

    1. ติดตั้งง่าย ช่างที่ไหนก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก เพราะเสียบแล้วใช้งานได้เลย

    2. ใช้งานง่าย ดูแลง่าย เพราะคุณเคย...คล้ายกับการใช้งาน เครื่องเล่น DVD

    3. ราคาถูก


    ข้อดีของระบบ IP Camera

    1. ระบบรองรับ ทำให้มีความคมชัดเจนได้สูง เนื่องจากสามารถข้ามข้อจำกัดที่เป็นระบบ Analog ที่ชัดได้มากที่สุดแค่ 800 TVL

    คือ IP สามารถชัดได้ถึงระบบ Hidef คือ 1080P หรือ มากกว่านั้นมากๆ ระดับ 20MP ก็มี ซูมแล้วภาพชัดมาก (เหมือนรูปถ่ายจากกล้อง Digital สมัยนี้)

    2. สามารถต่อพ่วงขยายจำนวนกล้องออกไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ผูกอยู่กับ จำนวน Channel ของ DVR อีกต่อไป

    ระบบ Analog DVR จะมี 4 กล้อง 8 กล้อง 16 กล้อง หากเราใช้ DVR 4 Channel แต่อยากเพิ่มกล้อง อีก 1 ตัว เราต้องเปลี่ยน DVR เป็น 8 chancel ซึ่ง อีก 3 ช่องที่เหลือเราก็จะไม่ได้ใช้ แต่ระบบ IP สามารถเพิ่มกล้องเข้าไปได้เลย ทีละตัวหรือเป็นร้อยสองร้อยตัวก็ทำได้

    3. ยืดหยุ่นกว่า เนื่องจากความที่ตัวมันเป็น IP ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง เช่น

    สามารถย้ายอุปกรณ์บันทึก (NVR) ได้ง่ายๆ แค่ดึงสายแลนออก 1 เส้น แล้วไปเสียบใหม่ในตำแหน่งใดๆในตำแหน่งที่เราต้องการขอแค่เพียงให้เป็น network วงเดียวกันเท่านั้น

    4. ใช้สายจำนวนน้อยทำให้มีความเป็นระเบียบมากกว่า

    เนื่องจากว่าสามารถจ่ายไฟเลี้ยงกล้อง, สายสัญญาณ,  สาย control กล้อง Speeddome ได้ด้วย สาย LAN เพียงเส้นเดียว ทำให้ง่ายต่อการจัดการและสวยงามกว่า

    5. มีฟังชั่นที่ทำให้สะดวกสบายต่อการใช้งานมากกว่า เนื่องจากว่าตัวมันมีพื้นฐานจะระบบ คอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถใช้ software มาบริหารจัดการได้ ฟังชั่นที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ เช่น

     - ฟังชั่นการค้นหาช่วงเวลาที่ผิดปกติของภาพยนต์ที่ได้บันทึกไว้ โดยเราสามารถเลือกพื้นที่ที่ผิดปกติ โดยให้คอมพิวเตอร์ทำการค้นหาได้ โดยไม่ต้องนั่งเฝ้า หรือดูด้วยตาเปล่าเอง ยกตัวอย่าง ลูกค้าสงสัยว่าน้ำมันพร่องไปไวกว่าปกติต้องการดูว่า มีใครมาแอบเปิดดูดน้ำมันรถบรรทุกไปหรือเปล่า หากเราใช้ระบบ Analog เราก็ต้องดูไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์เกิดเมื่อไหร่...เสียเวลา แต่ระบบ IP Camera มันสามารถแสกนหาได้เลยว่าในส่วนที่เราสนใจ มีการเคลื่อนไหวเมื่อไหร่(โดยการเลือกพื้นที่ที่สนใจ) แล้วคอมพิวเตอร์จะทำเป็น List รายการออกมาให้เราเลือกดูพร้อมกับเล่นไฟล์ที่เราบันทึกไว้ได้เลย ...ไม่เสียเวลา เพราะว่าช่วงไหนที่มีมีการเคลี่อนไหว ระบบมันก็ไม่นำมาแสดงผมให้เรา

     - หากมีคนชมภาพหลายคน สามารถให้สิทธิ์ แต่ละคนไม่เท่ากันได้ เช่น ให้รปภ.ดูได้เฉพาะกล้องที่ 3, 4, 9, 16 เท่านั้น หรือ ผู้จัดการแผนกแต่ละแผนก สามารถดูได้แต่กล้องของฝ่ายตัวเองเท่านั้น หรือ ญาติคนไข้ในห้องผู้ป่วยใน ดูได้แต่เฉพาะกล้องของห้องคนไข้ของญาติตัวเองเท่านั้น แต่ Admin สามารถดูได้ทุกห้องเป็นต้น

    6. ไม่มีข้อจำกัดในด้านการแชร์ทรัพยากรของอุปกรณ์บันทึกอีกต่อไป

    คือ โดยปกติแล้วในระบบของ Analog framerate ของ DVR จะต้องการด้วย จำนวนกล้อง หากมีกล้องมา Framrate ต่อกล้องก็จะได้น้อยลง แต่ในระบบ IP กล้องแต่ละตัวจะมีตัวแยกประมวลผมที่ตัวกล้องเองแยกกันแต่ละตัว ไม่ว่าจะกล้องกี่ตัวก็ไม่ได้ถูก share resource แต่อย่างใด





    การนำกล้องวงจรปิดมาใช้ในการบริหารธุรกิจ

         มีลูกค้าโทรมาปรึกษาเรื่องกล้องวงจรปิด กับการนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารกิจการของผู้บริหาร

    ลูกค้าทำธุรกิจขายอาหาร มีหน้าร้านอยู่หลายที่ เดินทางไปดูแลบ่อยๆไม่ไหว แต่อยากเห็นการทำงานของลูกน้อง, สถานะภายรวมของร้าน, เพื่อป้องกันของหาย ทั้งของลูกค้าทั้งวัตถุดิบของร้าน และที่สำคัญที่สุดเพื่อประโยชน์ในด้านการบริหารของผู้บริหาร (ดู Traffic)

         เดิมมีเจ้าหน้าที่ประจำร้านเพื่อบริหาร (3ร้าน/คน) ต้องเดินทางไปๆมาๆ ทำให้มีต้นทุนในการบริหาร ทั้งค่าเดินทาง, ค่าเสียเวลา, ค่าจ้าง, ค่าพนักงานแว๊บ... ทางเจ้าของจึงได้โทรมาปรึกษาเราว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง


    เงื่อนไขคือ

    1.ต้องมีปัญหาเรื่องการดูผ่าน internet น้อยที่สุด...

    2.ต้องการดูภาพ 15 site พร้อมกัน... เอาโปรแกรมไปจัดการให้ดูได้เลย...

    3.ภาพต้องชัด... ดูเอาเลยจากภาพข้างล่างว่าชัดมั้ย

    4.ภาพต้องใหญ่ เนื่องจากมองไม่ค่อยเห็นแล้ว....จัดจอ LCD 57 นิ้วไปต่อกับคอม


    โปรแกรมให้ไปกับลูกค้าสามารถ Add site เพิ่มได้ 64 site

     

    ใครสนใจออฟชั่นแบบนี้สามารถติดต่อเราได้ครับ อ้อ...สามารถติดไมค์ได้เพื่อเก็บเสียงพนักงานในการให้บริการลูกค้าด้วยนะครับ



    Lux คืออะไร? แล้วบ้านฉันมันกี่ Lux ล่ะ

    ความไวแสง (SENSITIVITY)

    Lux ที่เป็นหน่วยของการวัดความเข้มแสงหรือความสว่างต่อพื้นที่

    การที่เราจะรู้ว่าที่ตรงนี้สว่างเท่าไหร่ ต้องเกิดจากการคำนวน หรือเอาเครื่องมือไปวัดครับ ไม่สามารถดูข้างรายละเอียดที่ข้างกล่องของหลอดไฟได้ เพราะว่ามันวัดจากความสว่างที่ตกกระทบต่อพื้นที่

    เอาให้เข้าใจง่ายก็อารมณ์กล้องคล้ายๆกับ ISO ในกล้องถ่ายรูปหล่ะครับ...

    ปัญหาคือ "เออ ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันคือหน่วยบอกความสว่าง แต่ฉันอยากรู้ว่า สภาพแสงในบ้านฉันมันประมาณเท่าไหร่ล่ะ"


    ผมเลยแจงคร่าวๆ แบบนี้ครับ แค่เอาให้เห็นไป idea


    สภาพแสงค่าความสว่าง โดยประมาณ
    แสงแดดจ้าในตอนกลางวัน     
    10,000 LUX
    ภายในสำนักงานทั่วไป500 LUX
    ภายในลานจอดรถ   
    100 LUX
    แสงไฟถนน  
    10 LUX
    พระจันทร์เต็มดวง0.1 LUX


    เพราะฉะนั้นสภาพแสงไฟภายในบ้านตอนที่ไม่ได้เปิดไฟก็ต่ำกว่า 0.1 Lux ครับ จึงต้องใช้ infrarateเข้าช่วยครับ

    ความไวแสง (SENSITIVITY)

                   จาก การก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้กล้องรุ่นใหม่มีความไวแสงมากขึ้น สามารถใช้งานในสภาวะที่ต่ำกว่า 1 LUX ซึ่งก็คือสภาพแสงที่พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ตัวเลขสภาวะแสงนั้นบางท่านอาจไม่ทราบว่า มีค่าเท่าไรบ้างจึงขอยกตัวอย่างให้ดูดังนี้

    แสงแดดจ้าในตอนกลางวัน 10,000 LUX
    ภายในสำนักงานทั่วไป 500 LUX
    ภายในลานจอดรถ 100 LUX
    แสงไฟถนน 10 LUX
    พระจันทร์เต็มดวง 0.1 LUX

    อุปกรณ์ที่ต้องมีหากต้องการดูกล้องวงจรปิด (CCTV) ผ่าน Internet

    หากลูกค้าต้องการดูภาพกล้องวงจรปิด จากที่อื่นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ท อุปกรณ์ที่ต้องมีคือ


    1. Router ทั่วๆไป ไม่ได้มีความพิเศษจากท้องตลาดแต่อย่างใด แต่ที่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ มีฟังชั่นในการ forward port และ ฟังชั่นฝาก IP ไว้กับ Server หรือที่เรียนกับว่า Dynamic DNS นอกจากนั้น ต้องมี Port ให้ต่อสายแลน อย่างน้อย 1 port เพื่อที่จะต่อ DVR เข้าช่องที่เหลือนี้

    2. Internet บ้านผ่านสายโทรศัพท์ ใช้ในการ Upload ข้อมุลเพื่อให้สามารถดูผ่าน Internet ได้....ผู้ให้บริการ ก็มีมากมายในตลาด เลือกเอาที่ถูกใจได้เลยครับ แนะนำว่าควรจะเป็น Package unlimit

    3.สาย LAN (อันนี้เราเตรียมให้) เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง DVR กับ Router เพื่อส่งภาพขึ้นไปยัง Internet

    4.มี Account Dyndns (อันนี้เราก็เตรียมให้)เพื่อฝาก IP ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาทำให้สามารถดูผ่าน Internet ได้แม้ว่าเลข IP จะเปลี่ยนไปก็ตาม

    5.คอมพิวเตอร์ปลายทาง เพื่อจะดูกล้องผ่าน Internet


    การดูภาพผ่านอินเตอร์เน็ท จะไม่ทำให้เน็ทบ้านช้าลงนะครับ เพราะว่าใช้ขา upload ไม่ได้ใช้ Download และจะใช้ Brandwidth ก็ต่อเมื่อมีผู้เข้าชมผ่านทาง Internet เท่านั้นครับ

    ก่อนจะให้ติดตั้งที่จะดูผ่าน Internet ลองดูว่ามีอุปกรณ์ที่ต้องใช้แล้วหรือยังนะครับ